GARMIN launches GARMIN Pay wallet in Thailand Matching the healthy lifestyle 4.0 with a cashless society

CDG Admin
20-11-2018

GARMIN partners Thailand’s leading financial institutions namely, Kasikorn Bank (KBank), Krungthai Card (KTC), Siam Commercial Bank (SCB), and global payment networks, Mastercard and VISA, to launch GARMIN Pay, a new contactless payment feature on GARMIN smartwatches. GARMIN Pay is designed to meet the needs of health-conscious people in the digital age by allowing them to exercise without having to carry a wallet.

Mr. Krairop Luang u-thai, General Manager of GIS, the authorized distributor of GARMIN products in Thailand notes that Thailand is transforming into a cashless society, meaning that the adoption of technology and innovations will be a driving force in introducing contactless payments that respond to customers’ needs. GARMIN aims to provide users with access to contactless payments from devices close to home and thus truly match their lifestyles. Today, GARMIN is partnering with three leading financial institutions – KBank, KTC and SCB – and two global payment networks – Mastercard and VISA – to develop GARMIN Pay.

GARMIN Pay is designed to respond to the lifestyles of health-conscious people who like to exercise and are looking for more convenient ways of paying for products and services. The feature offers a new cashless experience purchases can be more seamless at growing contactless-accepted locations.

“GARMIN Pay is the latest feature on the GARMIN smartwatch. With just a few quick swipes, customers can easily access provider from their compatible GARMIN watch and use GARMIN Pay participating credit cards. Select the credit card you want to connect to the watch and create the GARMIN Pay Wallet by filling in the card information on the GARMIN Connect application along with your passcode. All customers then have to do is place their wrist near a card reader that supports PayWave and PayPass to purchase goods and services at shops that accept contactless payments. GARMIN Pay uses tokenization methods offered by the global payment networks to secure users’ information. The tokenized data is saved in an isolated safety chip which is in device, so to keep sensitive data from malware or virus. Now, GARMIN Pay is available in the U.S. and 21 countries around the world.” Mr. Krairop explains.

GARMIN Pay is available on vivoactive 3 series, forerunner 645 series, fenix 5 plus series. Check back for future additions and more information about GARMIN Pay, visit Garmin.co.th/Garmin-Pay

Name list from left to right (GarminPay_01)                                                                                                         

  1. Mr. Suripong Tantiyanon – Country Manager, VISA Thailand
  2. Mrs. Pittaya Vorapanyasakul – Executive Vice President – Credit Card Business, “KTC” or Krungthai Card Public Company Limited
  3. Mr. Amorn Suvachittanont – First Senior Vice President, Kasikorn Bank (KBank)
  4. Mr. Krairop Luang U-Thai – General Manager, GIS Co., Ltd.
  5. Mr. Srihanath Lamsam – EVP, Payments Product Development and Solutions Division, Siam Commercial Bank (SCB)
  6. Ms. Aileen Chew – Head of Market Development, Mastercard Thailand & Myanmar

About Garmin Corporation
Garmin Corporation is a global leader in Global Positioning System (GPS). The company has a satellite-based navigation system that meets various lifestyles and includes watches and GPS devices for sports and fitness as well as health wristbands, car GPS navigators, car dash cams, GPS area calculators. Garmin products are available at GIS Co., Ltd., the authorized distributor in Thailand. For more information, visit Garmin.co.th

About GIS Co., Ltd.
GIS is a subsidiary of CDG Group, a leader in one-stop services for professional Geographic Information System (GIS) including consultation, design, and installation of hardware and software systems. It has more than 20 years of experience in providing after-sale services and a staff of highly skilled technicians. GIS provides solutions to meet the business needs of government agencies, state enterprises, educational institutes, independent agencies and private companies. The company is also responsible for services in CLMV (Cambodia, Laos, Myanmar, Vietnam). GIS is the authorized distributor for Garmin Corporation, which provides the best-selling satellite-based GPS navigators to drivers. The company started its distribution of Garmin products and services in 1998. For more information, visit www.giscompany.co.th

NEWS & EVENTS

กลุ่มบริษัทซีดีจี ปิดเกม Hackathon 2025 ดันโซลูชัน AI ผสานเทคโนโลยีตรวจจับคลื่นไฟฟ้าหัวใจ ยกระดับการยืนยันตัวตนภาครัฐให้ปลอดภัย ด้วยฝีมือ Tech Talent ไทย

กลุ่มบริษัทซีดีจี โดย CDT และ CDGS ผนึก 3 มหาวิทยาลัยพระจอมฯ จัด Hackathon 2025 Trust in Tech ชวนคนรุ่นใหม่สายเทคฯ พัฒนาโซลูชัน AI + KYC จากโจทย์ภาครัฐจริง ทีม ACS-Agent คว้าชัยจากโซลูชัน Smart Public Agent ที่ใช้ AI ผสานการตรวจจับคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ECG) ร่วมกับสแกนใบหน้าและ Liveness Detection เพื่อยืนยันตัวตนอย่างปลอดภัย แม่นยำ และรวดเร็ว ลดความเสี่ยงจาก Deepfake และปลอมแปลง พร้อมออกแบบการบริการที่เข้าถึงง่ายและโปร่งใส พร้อมสร้างจุดเริ่มต้นเส้นทาง Tech Talent ของคนรุ่นใหม่ไทยด้วยคอนเซป Can Think, Can Code และ Create Impact เพื่อสังคมได้จริง    กลุ่มบริษัทซีดีจี โดยความร่วมมือของสองบริษัทในเครือ ได้แก่ คอนโทรล ดาต้า (ประเทศไทย) จำกัด (CDT) และ ซีดีจี ซิสเต็มส์ จำกัด (CDGS) ผนึกกำลัง 3 มหาวิทยาลัยพระจอมฯ จัดงาน Hackathon 2025 Trust in Tech: AI Power and KYC for Smart Public Services เปิดเวทีให้คนรุ่นใหม่สายเทคโนโลยีรวมทีมพัฒนาโซลูชันที่ใช้ AI และ KYC เปลี่ยนโฉมการเข้าถึงบริการภาครัฐของประชาชนได้อย่างรวดเร็ว ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพไปอีกขั้น โดยจากผู้สมัครกว่า 32 ทีม ก่อนที่ทีม “ACS-Agent” จะคว้ารางวัลชนะเลิศไปครอง จากโซลูชัน ที่ผสาน AI และ KYC กับการตรวจจับคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ECG หรือ Electrocardiogram) ร่วมกับสแกนใบหน้าและ Liveness Detection เพื่อยืนยันตัวตนอย่างแม่นยำ รวดเร็ว และปลอดภัย ลดความเสี่ยงจาก Deepfake และปลอมแปลง พร้อมทำให้ประชาชนเข้าถึงบริการได้สะดวกกว่าเดิม พร้อมตอกย้ำว่าเทคโนโลยีของคนรุ่นใหม่สามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมไทยในวงกว้างได้อย่างแท้จริง    นายทวีศักดิ์ นิลวัชรมณี ประธานบริษัท คอนโทรล ดาต้า (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า “หนึ่งในความท้าทายของสังคมไทยในยุคดิจิทัล คือการออกแบบบริการสาธารณะที่ทั้งปลอดภัย เข้าถึงง่าย และเท่าทันความต้องการที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว สิ่งเหล่านี้ไม่สามารถพัฒนาได้ด้วยเทคโนโลยีเพียงลำพัง แต่ต้องอาศัยความเข้าใจร่วมกันระหว่างภาครัฐ ธุรกิจ และประชาชน โดยเฉพาะพลังจากคนรุ่นใหม่ เราต้องการเห็นคนรุ่นใหม่ไทยใช้เทคโนโลยีไม่ใช่แค่เพื่อสร้างนวัตกรรม แต่เพื่อเข้าใจชีวิตผู้คน และออกแบบระบบที่ทำให้ทุกคนมีโอกาสเข้าถึงบริการได้อย่างเท่าเทียมและมีคุณภาพ”     ผลการแข่งขัน ทีมที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ ได้แก่ทีม ACS-Agent โดยนำเสนอไอเดียนวัตกรรมในชื่อ Smart Public Agent ซึ่งพัฒนาโซลูชันต้นแบบที่ใช้ AI และ KYC ผสานการตรวจจับคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ECG) ร่วมกับการสแกนใบหน้าและ Liveness Detection เพื่อลดขั้นตอนการพิสูจน์ตัวตนให้ปลอดภัย แม่นยำ และรวดเร็วยิ่งขึ้น ลดความเสี่ยงจาก AI Deepfake และการปลอมแปลง พร้อมทำให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลและบริการภาครัฐได้สะดวกกว่าเดิม คว้าเงินรางวัลมูลค่า 50,000 บาทไปครอง   ขณะที่รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ทีม GroupChatLeaked กับผลงาน “รัฐ รับจบ” ที่มุ่งพัฒนาแพลตฟอร์ม one-stop-service สำหรับแจ้งปัญหาและติดตามการแก้ไขปัญหาภาครัฐอย่างโปร่งใส โดยใช้ AI วิเคราะห์และจำแนกประเภทปัญหาจากภาพและข้อมูล พร้อมตรวจสอบความถูกต้องของหลักฐานภาพถ่ายเพื่อยืนยันการดำเนินงานของเจ้าหน้าที่ ได้รับเงินรางวัลมูลค่า 30,000 บาท โดยโครงการมอบรางวัลรวมทั้งสิ้นเป็นมูลค่ามากกว่า 100,000 บาท    สำหรับการตัดสินในครั้งนี้ คณะกรรมการให้ความสำคัญกับทั้งแนวคิดและศักยภาพในการต่อยอด โดยพิจารณาจาก 5 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ การเข้าใจปัญหาได้อย่างลึกซึ้ง ความสอดคล้องกับโจทย์ ความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมในการออกแบบ ความสามารถในการนำเสนอ และความเป็นไปได้ในการพัฒนาใช้งานจริง เพื่อสะท้อนภาพของโซลูชันที่ไม่ได้ตอบโจทย์แค่ในเชิงเทคนิคเท่านั้น แต่สามารถเชื่อมโยงกับปัญหาสังคม และมีแนวโน้มพัฒนาให้ใช้งานได้จริง  “หนึ่งในเป้าหมายสำคัญของโครงการนี้ ไม่ได้อยู่ที่การเฟ้นหาผู้ชนะเพียงอย่างเดียว แต่คือการสร้างพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้เรียนรู้จากโจทย์จริง ฝึกคิดอย่างเป็นระบบ และเข้าใจว่าสิ่งที่พวกเขาทำสามารถส่งผลต่อชีวิตผู้คนได้จริงในวงกว้าง เพราะในยุคที่เทคโนโลยีพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง การมีทักษะเพียงพออาจไม่พออีกต่อไป แต่ต้องมีจิตสำนึก ความเข้าใจสังคม และความกล้าที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงร่วมกับผู้อื่นอย่างมีความหมาย เพราะคนรุ่นใหม่ไม่ได้แค่เรียนรู้เทคโนโลยี แต่คิดได้ สร้างเป็น และสร้างผลกระทบเพื่อส่วนรวมได้จริง และ CDG พร้อมพาทุกคนมาสร้าง Technology for a Better Society ที่เชื่อในพลังของคนรุ่นใหม่ ไปด้วยกัน” นายทวีศักดิ์ กล่าวทิ้งท้าย   

NOSTRA LOGISTICS ปลุกเกมขนส่งครึ่งปีหลัง ดัน TMS แพลตฟอร์มช่วยองค์กรเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุนขนส่งได้มากกว่า 15% ต่อปี

บริษัท จีไอเอส จำกัด ผู้นำด้านระบบภูมิสารสนเทศแบบครบวงจร ในกลุ่มบริษัทซีดีจี ส่งเทคโนโลยี “นอสตร้า โลจิสติกส์” (NOSTRA LOGISTICS) ลงสนามสนับสนุนกลุ่มธุรกิจแก้เกมต้นทุนอุตสาหกรรมขนส่งและโลจิสติกส์ครึ่งปีหลัง 2568 โดยปรับกลยุทธ์ไปที่กลุ่มธุรกิจการผลิตสินค้า ผู้นำเข้า–ส่งออกและผู้ให้บริการขนส่งสินค้าทางถนน พร้อมรับมือกับวิกฤตรอบด้านด้วย NOSTRA LOGISTICS TMS Platform ที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพเชิงระบบ รองรับการบริหารจัดการขนส่งที่ชาญฉลาด พร้อมเปลี่ยนผ่านสู่ยุค Smart Logistics อย่างแท้จริง ตอกย้ำบทบาทผู้นำด้านแพลตฟอร์มเทคโนโลยีขนส่งโลจิสติกส์ของไทย พร้อมเดินหน้าสนับสนุนภาคเอกชนในการยกระดับธุรกิจด้วยข้อมูลและระบบอัจฉริยะต่อไป คาดลดต้นทุนขนส่งให้ธุรกิจได้มากกว่า 15% ต่อปี     ดร.ธนพร ฐิติสวัสดิ์ ประธานบริษัท จีไอเอส จำกัด เปิดเผยว่า “แนวโน้มอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ไทยในช่วงครึ่งปีหลังยังคงเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งจากต้นทุนขนส่งต่อ GDP ของไทยที่สูงถึง 14.1% ซึ่งถือว่าสูงกว่าค่าเฉลี่ยของหลายประเทศในภูมิภาค ถือเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ฉุดความสามารถในการแข่งขัน ยิ่งไปกว่านั้น คาดการณ์รายได้ของผู้ให้บริการโลจิสติกส์โดยรวมในปีนี้คาดว่าจะเติบโตเพียง 3.4% เมื่อเทียบกับปีก่อน สวนทางกับภาคธุรกิจการผลิต (1PL) ที่มีแนวโน้มเติบโตเฉลี่ย 7% ต่อปี ระหว่างปี 2024–2029 โดยหนึ่งในปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญคือ ภาคการผลิตเล็งเห็นว่าเทคโนโลยีคือแต้มต่อในการเพิ่มประสิทธิภาพ บริหารความเสี่ยงและซัพพลายเชน เพิ่มความยืดหยุ่นให้ธุรกิจ เพื่อตอบรับต้นทุนที่สูงขึ้น โดยเฉพาะการขนส่งทางถนนซึ่งเป็นภาระหลักของธุรกิจ จึงกลายเป็นจุดที่องค์กรต้องเร่งจัดการ”   เพื่อตอบรับกับความผันผวนและต้นทุนการขนส่งทางถนนที่อยู่ในระดับสูง คิดเป็นสัดส่วนกว่า 40% ของการขนส่งรวม ซึ่งส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันโดยตรง ดังนั้น NOSTRA LOGISTICS TMS Platform ที่รวมเอาศักยภาพของ TMS (Transportation Management System) หรือระบบบริหารจัดการขนส่งอัจฉริยะ ผนวกกับความสามารถในการติดตามสถานะขนส่งแบบเรียลไทม์ของโมบายแอปพลิเคชัน ePOD (Electronic Proof of Delivery) เป็นโซลูชันสำคัญที่จะมาช่วยภาคธุรกิจพลิกเกมในครึ่งปีหลัง ยกระดับบริหารการขนส่ง ลดค่าใช้จ่ายกล่องจีพีเอส ควบคุมต้นทุน ลดรอบวิ่งรถซ้ำซ้อน วางแผนเส้นทางให้เหมาะสมรวมถึงรองรับการเชื่อมต่อข้อมูลแบบไร้รอยต่อ ไม่ว่าจะเป็น ERP หรือ WMS ให้เป็น IT Ecosystem พร้อมปรับแต่งให้สอดคล้องกับแต่ละธุรกิจ ครอบคลุมทั้งผู้ผลิตสินค้า (1PL) ผู้ให้บริการโลจิสติกส์แบบครบวงจร (3PL) และผู้รับจ้างขนส่ง (Subcontractor) ด้วยแพลตฟอร์มที่รองรับการใช้งานผ่าน Web และ Mobile Application ผสานพลังของเทคโนโลยี GIS และ AI ที่ใช้วางแผนเส้นทางอัจฉริยะ (VRP) ช่วยให้การวิเคราะห์ข้อมูลและวางแผนการขนส่งรวดเร็วและแม่นยำ บริหารจัดการฟลีทรถขององค์กรหรือจากผู้รับจ้างขนส่งได้ผ่านแพลตฟอร์มเดียวกัน ผลักดันการใช้รถให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพิ่มความโปร่งใสในการบริหารจัดการ และควบคุมต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในช่วงครึ่งปีหลัง 2568 บริษัทมีแผนเร่งต่อยอดการใช้งานระบบ TMS ในกลุ่มลูกค้าเดิมที่เป็นพันธมิตรธุรกิจมาอย่างยาวนาน ทั้งในกลุ่มผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภค ผู้ผลิตวัตถุดิบและเชื้อเพลิง ตลอดจนกลุ่มผู้ให้บริการขนส่งข้ามพรมแดน ควบคู่ไปกับการขยายฐานลูกค้าใหม่ในภาคการผลิตอื่น ๆ โดยตั้งเป้าเพิ่มจำนวนผู้ใช้งานระบบ TMS ให้เติบโตขึ้น 100% เพื่อสนับสนุนการยกระดับภาคการผลิตไทยด้วยเทคโนโลยีขนส่งอัจฉริยะ ที่ออกแบบมาให้ปรับใช้ได้จริงในบริบทของแต่ละธุรกิจ และสร้างผลลัพธ์ที่วัดได้ทั้งด้านต้นทุนและประสิทธิภาพ สำหรับความกังวลในครึ่งปีหลังถึงปัจจัยต่าง ๆ ดร.ธนพร มองว่านี่คือช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญของทุกองค์กร การนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันจึงไม่ใช่เป็นเพียงทางเลือกอีกต่อไป แต่เป็นสิ่งจำเป็นต้องใช้เพื่อเปลี่ยนผ่านสู่การบริหารจัดการการขนส่งแบบอัจฉริยะ เพื่อควบคุมการขนส่งให้มีประสิทธิภาพและลดต้นทุนในระยะยาว ซึ่งหากดูจากมูลค่าธุรกิจบริการขนส่งสินค้าทางถนนปี 2567-2569 มีแนวโน้มเติบโตเฉลี่ย 2.0-3.0% ต่อปี   สะท้อนว่าอุตสาหกรรมนี้ยังมีศักยภาพจึงควรเร่งนำระบบบริหารจัดการอัจฉริยะมาใช้อย่างจริงจัง เพื่อรองรับการเติบโตที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง พร้อมรายได้และกำไรให้แก่ธุรกิจ “ตลอดระยะเวลากว่า 30 ปี บริษัท จีไอเอส ไม่ได้เป็นเพียงผู้พัฒนาเทคโนโลยี แต่เป็นพันธมิตรที่เข้าใจปัญหาและความต้องการของภาคธุรกิจ หนึ่งในนั้นคือการพัฒนาโซลูชันสำหรับภาคขนส่งและโลจิสติกส์ผ่านประสบการณ์ทำงานมามากกว่า 200 องค์กร เราจึงตระหนักดีว่าการเปลี่ยนผ่านในอุตสาหกรรมนี้ต้องอาศัยมากกว่านวัตกรรม นั่นคือการสร้างระบบที่ยืดหยุ่น เชื่อมโยง ปรับใช้ได้จริงในบริบทของแต่ละธุรกิจ และนอกจากเพื่อลดต้นทุน ยังเป็นปัจจัยสำคัญในกลไกขับเคลื่อนความสามารถในการแข่งขันระยะยาว และหากทุกภาคส่วนก้าวไปพร้อมกัน ความเปลี่ยนแปลงนี้จะกลายเป็นรากฐานสำคัญของอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ไทยที่ยั่งยืน” ดร.ธนพร กล่าวปิดท้าย

Esri Thailand เสริมทัพผู้นำรุ่นใหม่ ‘แพร พันธุมวนิช’ เดินหน้าตอกย้ำผู้นำด้านเทคโนโลยี GIS ขับเคลื่อนธุรกิจและสังคมยั่งยืน

บริษัท อีเอสอาร์ไอ (ประเทศไทย) จำกัด ประกาศแต่งตั้ง นางสาวแพร พันธุมวนิช ดำรงตำแหน่ง ประธานบริษัทอย่างเป็นทางการ พร้อมเดินหน้าตอกย้ำบทบาทผู้นำด้าน Location Intelligence ตั้งเป้าเติบโต 7% โดยมุ่งนำ AI และคลาวด์มาประยุกต์ใช้ร่วมกับเทคโนโลยี GIS เพื่อยกระดับการทำงานของภาครัฐสู่รัฐบาลดิจิทัล และผลักดันภาคเอกชนให้สามารถสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน ท่ามกลางตลาดที่ท้าทาย พร้อมพลิกโฉมการใช้ข้อมูลเชิงพื้นที่ให้ก้าวข้ามขีดจำกัดเดิม และขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างยั่งยืนในทุกอุตสาหกรรม ภายใต้การบริหารของนางสาวแพร Esri Thailand เดินหน้าเชิงกลยุทธ์ มุ่งผลักดันการใช้ซอฟต์แวร์ ArcGIS เป็นกลไกสำคัญในการสร้างโอกาสใหม่ เปิดมุมมองทางธุรกิจด้วยข้อมูลเชิงแผนที่อย่างมีประสิทธิภาพทั้งภาครัฐที่สามารถนำไปใช้เพิ่มความคล่องตัวในการบริหารจัดการและพัฒนาบริการสาธารณะดิจิทัลเต็มรูปแบบ ขณะที่ภาคเอกชนสามารถนำไปใช้เพื่อขับเคลื่อนธุรกิจอย่างแม่นยำ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจในอนาคต “แนวโน้มตลาด GIS ทั่วโลกเติบโตอย่างต่อเนื่อง จากปี พ.ศ. 2563 ที่มีมูลค่าราว 8,185.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 24,607.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี พ.ศ. 2573 เติบโตเฉลี่ย 11.6% ต่อปี ปัจจัยสำคัญมาจากปริมาณข้อมูลเชิงพื้นที่ที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องอย่างมหาศาล ทำให้องค์กรต่าง ๆ ต้องหาแนวทางในการใช้ข้อมูลเหล่านี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ส่งผลให้เทคโนโลยี GIS ต้องพัฒนาให้สอดคล้องรับกับ AI และคลาวด์ ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการประมวลผล บูรณาการ และวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่แบบเรียลไทม์ ทำให้การตัดสินใจเชิงกลยุทธ์แม่นยำขึ้น ลดความเสี่ยง และสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน พลิกโฉม GIS จากเครื่องมือวิเคราะห์ข้อมูลสู่เทคโนโลยีเชิงกลยุทธ์ที่ขับเคลื่อนธุรกิจในโลกยุคดิจิทัล” นางสาวแพร กล่าว ทิศทางนี้สอดคล้องกับกลยุทธ์ของ Esri Thailand ในปีนี้ที่มุ่งเน้นการพัฒนา GeoAI โดยการผสานเทคโนโลยี AI เข้ากับ GIS เพื่อเสริมศักยภาพในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก ช่วยให้หน่วยงานสามารถคาดการณ์แนวโน้มในอนาคตได้แม่นยำยิ่งขึ้น พร้อมทั้งให้ความสำคัญกับการสนับสนุน Cloud First Policy ของภาครัฐ ซึ่งมุ่งผลักดันการใช้ Cloud Infrastructure เพื่อการจัดเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมเพิ่มความยืดหยุ่นในการทำงาน โดยมุ่งเป้าในการใช้ซอฟต์แวร์ ArcGIS เพื่อยกระดับการดำเนินงานใน 2 กลุ่มเป้าหมายหลัก ได้แก่: 1.Smart Governance Transformation ยกระดับหน่วยงานภาครัฐด้วยเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย เพื่อเสริมความคล่องตัวในการบริหารจัดการและตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนในทุกมิติ โดยมุ่งเน้นการพัฒนาใน 4 ด้านหลักคือ 1) Smart City สร้างเมืองอัจฉริยะด้วยข้อมูลเชิงลึกที่แม่นยำ รองรับการวางแผนและการเติบโตของเมืองในระยะยาวพร้อมต่อยอดสู่ Digital Twin เพื่อจำลองสภาพแวดล้อมเมืองแบบเสมือนจริง 2) Infrastructure เสริมสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่มั่นคง ตอบโจทย์การพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคม พร้อมรองรับการขยายตัวของเมืองในอนาคต 3) Disaster Management เพิ่มศักยภาพในการบริหารจัดการและคาดการณ์ภัยพิบัติ เพื่อลดผลกระทบต่อทรัพยากรและประชาชน เสริมสร้างความพร้อมในการรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการพัฒนาเมืองและคุณภาพชีวิตของประชาชน 4) National Mapping  พัฒนาแผนที่เชิงยุทธศาสตร์ระดับประเทศ ด้วยข้อมูลที่ทันสมัยและแม่นยำเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการกำหนดนโยบายและการบริหารจัดการทรัพยากรของภาครัฐ     2. Smart Business Transformation เสริมศักยภาพภาคธุรกิจเอกชน ขับเคลื่อนการเติบโตด้วยนวัตกรรมและความคล่องตัว พร้อมตอบสนองต่อความต้องการเฉพาะกลุ่ม โดยมุ่งเน้น 2 โซลูชันหลัก ได้แก่ Asset Management ผสานข้อมูลโครงสร้างพื้นฐานของอาคารและเซนเซอร์ต่าง ๆ แบบเรียลไทม์ ช่วยติดตามสถานะและการใช้งานสินทรัพย์ในรูปแบบ 3 มิติ ตั้งแต่ระดับอาคารไปจนถึงระดับเมือง เพื่อการบริหารจัดการสินทรัพย์อย่างมีประสิทธิภาพ ลดความสูญเสีย และเพิ่มอายุการใช้งาน และ Sustainable Agriculture ที่สนับสนุนอุตสาหกรรมการเกษตรให้เป็นไปตามข้อกฎหมาย EUDR (EU Deforestation Regulation) ของสหภาพยุโรป ซึ่งมุ่งเน้นการป้องกันการตัดไม้ทำลายป่าและส่งเสริมความยั่งยืนในห่วงโซ่อุปทานสินค้าเกษตร ช่วยให้ผู้ผลิตและผู้ส่งออกสามารถตรวจสอบย้อนกลับแหล่งที่มาของผลผลิตทางการเกษตรได้อย่างแม่นยำ นอกจากการพัฒนาเทคโนโลยีแล้ว Esri Thailand ยังคงให้ความสำคัญกับการสร้างความร่วมมือกับพาร์ทเนอร์ เพื่อขยายการใช้งานซอฟต์แวร์ ArcGIS ให้เป็นเครื่องมือสำคัญในการเปลี่ยนข้อมูลเชิงพื้นที่ให้กลายเป็นกลยุทธ์ทางธุรกิจที่สามารถนำไปใช้ได้จริง เรามุ่งมั่นพัฒนาโซลูชันที่จะเสริมศักยภาพให้องค์กร ทั้งภาครัฐและเอกชนในทุกอุตสาหกรรม สามารถมองเห็นโอกาสใหม่ ๆ วางกลยุทธ์ได้อย่างตรงจุด พร้อมติดสปีดธุรกิจด้วยข้อมูลเชิงพื้นที่ที่เปิดมุมมองใหม่ นำไปสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน” ประธานบริษัท Esri Thailand กล่าวทิ้งท้าย ทั้งนี้ นางสาวแพร พันธุมวนิช สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทด้านบริหารธุรกิจและเทคโนโลยีสารสนเทศจาก มหาวิทยาลัยเบนท์ลีย์ ประเทศสหรัฐอเมริกา ด้วยประสบการณ์กว่า 15 ปี ในธุรกิจ Solution Provider และความเชี่ยวชาญด้าน Commercial Solution โดยมีบทบาทสำคัญในการวางกลยุทธ์และพัฒนาโซลูชันที่ตอบโจทย์องค์กรชั้นนำทั้งภาครัฐและเอกชน นำเทคโนโลยีมาขับเคลื่อนธุรกิจและสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน

กลุ่มบริษัทซีดีจี คว้า 2 รางวัลจากเวที Future Trends Awards 2025 ที่สุดของนวัตกรรมเพื่อสังคม และทรานส์ฟอร์มสู่องค์กรในฝันของคนรุ่นใหม่

กลุ่มบริษัทซีดีจี รับ 2 รางวัลจากงาน Future Trends Awards 2025 ได้แก่รางวัล The Most Innovative หรือองค์กรที่สุดด้านนวัตกรรม และรางวัล The Most Attractive Employer หรือรางวัลองค์กรที่ดึงดูดนักศึกษาอายุระหว่าง 18 – 22 ปี ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีเพื่อสังคม และพร้อมปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัย ดึงดูดคนรุ่นใหม่ที่เพียบพร้อมไปด้วยความสามารถมาร่วมผลักดันสิ่งที่ยิ่งใหญ่แก่สังคมร่วมกัน   นายปริญญา ผลพฤกษสกุล ประธานบริษัท ซีดีจี ซิสเต็มส์ จำกัด ตัวแทนกลุ่มบริษัทซีดีจี กล่าวว่า “ตลอดระยะเวลากว่า 56 ปี เรา มุ่งมั่นพัฒนาและปรับตัวให้ก้าวล้ำนำหน้าทุกการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง ด้วยเป้าหมายในการนำเทคโนโลยีที่มีประโยชน์สูงสุดมายกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทย ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม เรามุ่งสร้างระบบนิเวศดิจิทัลที่แข็งแกร่งผ่านบทบาทสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่ 1) การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่ผสานเทคโนโลยี AI IoT และ Cloud 2) การเสริมสร้างบุคลากรและส่งเสริมการศึกษาด้านไอทีเพื่อโอกาสในอนาคต 3) การยกระดับการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อพัฒนาโซลูชันที่ยกระดับการทำงานทุกภาคส่วน ด้วยแนวทางเหล่านี้ เราไม่ได้เพียงสร้างนวัตกรรมเพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงในสังคม แต่ยังมุ่งเน้นสร้างผลกระทบเชิงบวกที่ยั่งยืน เพื่ออนาคตที่ดียิ่งขึ้นต่อไป   สำหรับรางวัล The Most Innovative ได้รับการยอมรับในฐานะองค์กรที่มีวิสัยทัศน์และกลยุทธ์ที่มุ่งมั่นในการพัฒนานวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง โดยแสดงถึงการให้คุณค่ากับเทคโนโลยีใหม่ ๆ เพื่อส่งมอบประสบการณ์ผ่านโซลูชันที่ยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในสังคม และต่อเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาระบบตรวจสอบลายนิ้วมืออาชญากรรม หรือ AFIS เพื่อช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ในการสืบสวน และข้อมูลผู้กระทำความผิด นวัตกรรมการประเมินราคาที่ดินอย่างโปร่งใส และแม่นยำด้วย GIS เทคโนโลยี รวมถึงโซลูชันการบริหาร จัดการข้อมูลด้านพลังงานหมุนเวียน จากแหล่งพลังงานสะอาด เพื่อการตัดสินใจด้านพลังงานที่มีประสิทธิภาพขึ้น เป็นต้น ในส่วนของรางวัล The Most Attractive Employer (อายุ 18 – 22 ปี) ได้รับการยอมรับในฐานะองค์กรที่ดึงดูดและสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นใหม่ ด้วยวัฒนธรรมที่เปิดกว้าง สนับสนุนความคิดสร้างสรรค์ และโอกาสในการเติบโต ไม่ปิดกั้นความคิดสร้างสรรค์ ที่เป็นส่วนสำคัญของการพัฒนานวัตกรรมโซลูชันที่ยกระดับสังคมได้อย่างแตกต่าง รวมถึงแผนการพัฒนาทักษะรอบด้านที่ชัดเจน ตั้งแต่การฝึกอบรมเฉพาะทางไปจนถึงการเข้าร่วมโปรเจกต์สำคัญ ๆ ของประเทศ เพื่อสั่งสมประสบการณ์ต่อยอดสู่การเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีดิจิทัล (Digital Leadership) ยกระดับอุตสาหกรรมไอทีของประเทศไทย   “ที่ผ่านมา เราตระหนักดีถึงบทบาทสำคัญของคนรุ่นใหม่ในการขับเคลื่อนองค์กรต่อไป เพื่อสร้างสิ่งใหม่ ๆ และรับมือกับความท้าทายในอนาคต และสามารถพาเราสู่ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิมได้ ซึ่งรางวัลนี้จึงเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าเราให้ความสำคัญกับการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเติบโตและพัฒนาศักยภาพที่รอบด้าน สร้างประสบการณ์การทำงานที่ยอดเยี่ยม พร้อมผลักดันให้เป็นส่วนสำคัญในการสร้างสิ่งที่ยิ่งใหญ่แก่สังคม เพราะด้วยวิสัยทัศน์ที่มุ่งสร้างองค์กรแห่งโอกาสและความยั่งยืน เราจึงมุ่งมั่นส่งเสริมพนักงานให้กล้าคิด กล้าทำ เพราะเราเชื่อว่าความสำเร็จที่แท้จริงไม่ได้วัดจากสิ่งที่องค์กรสร้างขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่คือการที่องค์กรช่วยผลักดันให้ทุกคนเติบโตไปด้วยกัน พร้อมสร้างอนาคตที่ดีกว่าให้กับคนรุ่นต่อ ๆ ไป” นาย ปริญญา กล่าวเสริม   รางวัลเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นต้นแบบขององค์กรแห่งอนาคต ที่ไม่เพียงแค่สร้างนวัตกรรมที่ทันสมัยและยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยในทุกมิติ แต่ยังเป็นองค์กรที่เปิดโอกาสให้พนักงานได้สร้างความเปลี่ยนแปลงจริง ด้วยวัฒนธรรมองค์กรที่ยืดหยุ่น สนับสนุนการเติบโตของพนักงาน ควบคู่ไปกับการดำเนินธุรกิจที่ยั่งยืน กลุ่มบริษัทซีดีจี จึงมุ่งหน้าปรับตัวให้สอดรับกับเทรนด์ใหม่ ๆ ทั้งด้านเทคโนโลยี สังคม รูปแบบการทำงาน เพื่อ Making the Impossible, Possible และเป็นผู้นำด้านการให้บริการโซลูชันและเทคโนโลยีในประเทศไทยอย่างแท้จริง

ก้าวสู่ความสำเร็จระดับสากล CDT จับมือ National Centre for Information Technology (NCIT) Maldives ยกระดับระบบทะเบียนราษฎร์ และบัตรประจำตัวประชาชน สู่ระบบดิจิทัลให้มัลดีฟส์

คอนโทรล ดาต้า นำโดย คุณนาถ ลิ่วเจริญ ได้ร่วมเซ็นสัญญากับรัฐบาลมัลดีฟส์ ภายใต้โครงการ Digital Maldives for Adaptation, Decentralization and Diversification (D’MADD) เพื่อรีวิว ออกแบบ และพัฒนาข้อกำหนดโครงการจัดทำระบบทะเบียนราษฎร์ สถิติ และการระบุตัวตน (The Civil Registration, Vital Statistic and Identity Management System: CRVSID) ของมัลดีฟส์ ให้ข้อมูลมีความถูกต้อง แม่นยำ และปลอดภัย สามารถให้บริการประชาชนได้รวดเร็วและสามารถเชื่อมโยงกับหน่วยงานต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ข้อตกลงนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ D’MADD Phase 2: “Digital Identification for Improved, Online and In-Person Service Delivery” นับเป็นก้าวสำคัญในการสนับสนุนระบบดิจิทัลภาครัฐระดับสากล ตอกย้ำการทำงานเพื่อส่งมอบประสบการณ์ที่ดีและเป็นประโยชน์ต่อประชาชน

โครงการ Code Seeder ปลื้มผลงาน สร้างครูพันธุ์ใหม่ 100 คน ช่วยถ่ายทอดความรู้ Coding ทั่วประเทศ ปลูกฝันเด็กไทยสู่อนาคต

มูลนิธิภูมิปัญญาเพื่อสังคม (Wisdom for Society Foundation) ปลื้มความสำเร็จโครงการ “Code Seeder ปลูกฝันเด็กไทยสู่อนาคต” ส่งครูพันธุ์ใหม่ 100 คน ผ่านการฝึกอบรมวิชา Coding และ Scratch ส่งต่อความรู้ไปสู่เด็กนักเรียนกว่า 7,000 คนทั่วประเทศ หวังต่อยอดทางการศึกษา ขยายผลเชิงบวกต่อสายงาน STEM ต่อยอดทักษะสำหรับอนาคตแก่เยาวชนพร้อมก้าวทันการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีของโลกยุคใหม่ นายนาถ ลิ่วเจริญ ประธานมูลนิธิภูมิปัญญาเพื่อสังคม (Wisdom for Society Foundation) เปิดเผยว่า “นับตั้งแต่การเริ่มต้นโครงการ ‘Code Seeder สร้างครูพันธุ์ใหม่ ปลูกฝันเด็กไทยสู่อนาคต’ ในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เราได้อบรมครูผู้สอนวิชา Computing Science กว่า 100 คน และส่งต่อความรู้ไปยังนักเรียนกว่า 7,000 คนทั่วประเทศ ถือเป็นการวางเมล็ดพันธุ์แห่งปัญญา (Seed of Wisdom) เพื่อสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งสำหรับอนาคตของพวกเขา และต่อสังคมเรา โดยเน้นทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 เช่น การคิดเชิงคำนวณ วิธีการคิดอย่างเป็นระบบ และความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งจะเป็นกุญแจสำคัญให้เยาวชนไทยพร้อมสำหรับอาชีพในสาขา STEM ได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น นักพัฒนาซอฟต์แวร์ นักวิทยาศาสตร์ข้อมูล และงานในคลาวด์คอมพิวติ้ง โครงการนี้จึงไม่ใช่แค่การอบรม แต่คือการสร้างการเรียนรู้ที่ยั่งยืนและมีประสิทธิภาพตามมาตรฐานสากล เพื่อให้เด็กไทยมีโอกาสเข้าถึงความรู้ด้านเทคโนโลยีและร่วมสร้างอนาคตที่ดีให้กับสังคมไทยของเรา” จากข้อมูลของสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา พ.ศ. 2564 พบว่าครูผู้สอนส่วนใหญ่ยังขาดความรู้ และทักษะที่จำเป็นในการถ่ายทอดวิชา Coding ไปสู่ผู้เรียนอย่างมีประสิทธิภาพ ขาดสื่อการสอนที่เหมาะสม และเครือข่ายสนับสนุนที่ช่วยให้เกิดการแลกเปลี่ยนและเพิ่มพูนความรู้ใหม่ ส่งผลให้ผู้เรียนขาดความเข้าใจในเนื้อหาที่นำไปใช้ได้จริง มูลนิธิภูมิปัญญาเพื่อสังคม (Wisdom for Society Foundation จึงได้จัดกิจกรรมอบรมพัฒนาทักษะด้าน Coding ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2567 โดยเน้นอบรมครูผู้สอนวิชา Computing Science ในระดับประถมศึกษาปีที่ 4 และมัธยมศึกษาปีที่ 1 กว่า 100 คนจาก 20 โรงเรียนในกรุงเทพฯ ปริมณฑล และอยุธยา ผ่านหลักสูตรมาตรฐานสากล ครอบคลุมเนื้อหา Coding และ Scratch เพื่อสร้างกระบวนการเรียนรู้ที่เข้าใจง่าย มีประสิทธิภาพ และช่วยพัฒนาทักษะการคิดเชิงตรรกะและการแก้ปัญหาให้กับนักเรียน โดยการวางรากฐานการสอนที่ยั่งยืนเพื่อสร้างอนาคตที่ดีให้แก่เด็กไทย” นับตั้งแต่ปี 2565 โครงการ “Code Seeder” ได้พิสูจน์ความสำเร็จในการถ่ายทอดความรู้ด้าน Coding สู่เยาวชนไทย โดยมีนักเรียนกว่า 700 คนทั่วประเทศที่ได้รับโอกาสเรียนรู้ผ่านกิจกรรมการลงมือปฏิบัติจริง เพื่อเสริมสร้างทักษะที่จำเป็นสำหรับอนาคต ล่าสุดในปีนี้ โครงการยังได้จัดการแข่งขันประชันไอเดียจาก 20 โรงเรียนทั่วประเทศ เปิดเวทีให้นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 และมัธยมศึกษาปีที่ 1 นำเสนอผลงานการพัฒนาเกมที่พวกเขาสร้างขึ้นเอง ผู้ชนะเลิศระดับ ป.4 ได้แก่ นักเรียนจากโรงเรียนวัดหอมเกร็ด จังหวัดนครปฐม และระดับ ม.1 ได้แก่ นักเรียนจากโรงเรียนปรีดารามวิทยาคม จังหวัดนครปฐม โครงการนี้ไม่เพียงแสดงให้เห็นถึงศักยภาพและความคิดสร้างสรรค์ของเด็กๆ แต่ยังสะท้อนให้เห็นว่า “Code Seeder” คือกระบวนการที่พิสูจน์แล้วว่ามีประสิทธิภาพและเกิดผลลัพธ์เชิงบวกจริงในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การจุดประกายแรงบันดาลใจไปจนถึงการพัฒนาหลักสูตรการสอนและการอบรมที่มีมาตรฐาน ทำให้ครูและนักเรียนมีทักษะในการเขียนโค้ดที่นำไปใช้ได้จริงและเห็นผลสำเร็จเป็นรูปธรรม ทั้งในห้องเรียนและการแข่งขัน นำไปสู่การเสริมสร้างความพร้อมของเยาวชนไทยในการก้าวสู่อนาคตอย่างมั่นใจและมีคุณภาพ “ความคืบหน้าข้างต้นเกิดขึ้นจากการที่เราปรับวิธีคิดที่มีแกนหลัก 3 ประการ” 1) พัฒนาศักยภาพครู เพิ่มทักษะการสอน Coding เพื่อวางรากฐานการเรียนรู้ที่แข็งแกร่ง 2) ปลูกฝังทักษะ Coding ให้เยาวชน ซึ่งเป็นอาวุธสำคัญสู่เส้นทางอาชีพสาย STEM และ 3) มุ่งขยายโครงการต่อเนื่อง เพิ่มหลักสูตรและจำนวนครูเพื่อให้เยาวชนไทยเข้าถึงเทคโนโลยีสมัยใหม่ ความสำเร็จครั้งนี้ไม่เพียงแต่ยกระดับครู แต่ยังเสริมสร้างขีดความสามารถให้แก่นักเรียน ปลูกฝัง Coding เพื่ออนาคตที่มั่นคงในสาย STEM พร้อมวางแผนต่อยอดโครงการให้ครอบคลุมทั่วประเทศไทยต่อไป” นายนาถกล่าวปิดท้าย   มูลนิธิภูมิปัญญาเพื่อสังคม (Wisdom for Society Foundation) มูลนิธิภูมิปัญญาเพื่อสังคม (Wisdom for Society Foundation) ภายใต้วัตถุประสงค์ เพื่อส่งเสริมสนับสนุนโรงเรียนระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษา อุดมศึกษา ด้านการเขียนโปรแกรมและการพัฒนาเทคโนโลยี รวมไปถึงการสร้างองค์ความรู้ใหม่ๆ ส่งเสริมสนับสนุนการศึกษา ค้นคว้า วิจัย พัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่มีความจำเป็นต่อการพัฒนาประเทศ ทั้งนี้กลุ่มบริษัทซีดีจี ได้จัดตั้งมูลนิธิภูมิปัญญาเพื่อสังคมตั้งแต่ปี 2565 สนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม ความร่วมมือด้านการเขียนโปรแกรม ระหว่างสถาบันการศึกษากับหน่วยงานภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ ภาคอุตสาหกรรมและหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง ส่งเสริม สร้างความตระหนักรู้ และปลูกฝังความสนใจ ความรักในด้านการเขียนโปรแกรม  การพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม ตลอดจนการศึกษาด้านต่างๆ แก่เยาวชน ครู ผู้ปกครอง และประชาชนทั่วไปที่สนใจ ตลอดจนแบ่งปันองค์ความรู้  ทักษะ ประสบการณ์ สร้างบุคลากรที่มีความรู้และทักษะในด้านต่างๆ ที่จะก่อให้เกิดประโยชน์ เพื่อพัฒนาสังคมและประเทศไทย