GlobeTech teams up with the leading global IT partners Expanding markets through IoT and ADAS technologies

CDG Admin
28-06-2018

 width=

GlobeTech, Ltd., a leading location content provider, is partnering with Israel-based Mobileye, a global leader in the development of vision technology for Advanced Driver Assistance Systems (ADAS) to tsp into the transport and logistics sector. GlobeTech is also collaborating with Daliworks, South Korea’s foremost provider of the Internet of Things Cloud platform to broaden its market base through its new service “NOSTRA Thing+ IoT Platform”. The company is anticipating continued growth this year with total revenue of 200 million baht.

Mr. Wichai Saenghirunwattana, General Manager of GlobeTech Company Limited (GT), explains that the company is adopting Mobileye’s ADAS to develop a Navigation System to support the transport and automobile sector in attaining higher levels of driving safety. ADAS alerts the driver of potentially dangerous situations through such components as Lane Departure Warning (LDW) and Forward Collision Warning (FCW).

Demand for the real-time vehicle management system Telematics is increasing in line with auto industry growth. Carmakers now include Telematics hardware as a standard feature on many models to make drivers safer. GlobeTech is expecting the transport sector to increase by 12.5 percent this year.

Mapping for GIS service (Geographic Information System) is also gaining in popularity. In addition to large enterprises, SMEs are now also using mapping to help analyze complex data using highly accurate and precise information. Online Maps is another service offered to meet the needs of enterprises and features a cloud-based base map service for coordinate reference. GT provides easy-to-use applications with comprehensive standard functions to support SMEs.

The government’s Thailand 4.0 policy, which promotes rapid growth of e-commerce in Thailand, and the development of the Eastern Economic Corridor (EEC) are also driving the use of mapping in enhancing quality of services and making a difference in the face of tougher competition. GlobeTech expects its mapping services to grow by 15 percent.

In addition to Intel Corp’s autonomous driving unit Mobileye, GlobeTech has entered into partnership with Daliworks, a leading South Korean leading provider of IoT Cloud Platform, to adopt ThingPlus for the development of NOSTRA Thing + IoT Platform service. This is now available in Thailand and is designed to facilitate customers in real estate, smart warehouses and smart farms.

The ThingPlus platform will help customers create their own solutions as needed in a way that is both easy and fast from monitoring and real-time data analysis to automated functionality. It is also in line with the growing number of IoT service users in Thailand. GT estimates that the NOSTRA Thing+ IoT platform service will represent a 5 percent share of the company’s total revenue this year.

Mr. Wichai adds that GT is recognized as a leading location content provider offering products and services including digital mapping, dynamic location content, and base maps with comprehensive precise databases and high coverage both in Thailand and in ASEAN region under the “NOSTRA” brand. GT’s highly experienced team has constantly developed products and services for more than 20 years.

Moreover, GT provides a consulting service to help customers use map data that’s specific to their business. The company develops mapping information through the integration of various technological formats including geographic information systems (GIS), Location Based Service (LBS), Augmented Reality (AR), automobile navigation system, GPS Tracking, solutions incorporated in Telematics, Indoor Navigation, as well as web applications and mobile applications. These allow business partners to utilize mapping for business planning and management.

“Thanks to the growth of all our services and our partnerships with two global leading companies to develop new platforms for market expansion, GT projects total revenue of 200 million compared to 160 million last year,” Mr. Wichai concludes.

 

NEWS & EVENTS

จีไอเอสเผยทิศทางปี 2569 เดินหน้าดัน GIS สู่ “โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล” ชู 6 กลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เสริมศักยภาพแข่งขันของประเทศ

ดร.ธนพร ฐิติสวัสดิ์ ประธานบริษัท จีไอเอส จำกัด กล่าวว่า “ปัจจุบันการตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์ของทั้งภาครัฐและภาคธุรกิจ ต่างต้องใช้ ‘ข้อมูลเชิงพื้นที่และเทคโนโลยี GIS’ เป็นแกนสำคัญ เพราะทุกกิจกรรมทางเศรษฐกิจเกิดขึ้นบนพื้นที่จริง การมองเห็นข้อมูลทั้งหมดแบบรอบด้านจึงลดความผิดพลาดในการวางแผนงาน และเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานไปพร้อมกัน ‘จีไอเอส’ จึงมุ่งเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ที่ช่วยขับเคลื่อนองค์กรได้อย่างเต็มศักยภาพ สะท้อนผ่านผลลัพธ์จริงในหลายมิติ ทั้งการวางโครงสร้างพื้นฐานและบริหารสาธารณูปโภค การพัฒนาเมืองอย่างเป็นระบบ การบริหารจัดการภัยพิบัติอย่างมีประสิทธิภาพ การบริหารสินทรัพย์ให้เกิดประโยชน์สูงสุด การเพิ่มประสิทธิภาพด้านโลจิสติกส์ ตลอดจนส่งเสริมการให้บริการภาคประชาชนให้สะดวกและรวดเร็วมากขึ้น ซึ่งสะท้อนบทบาทของเทคโนโลยี GIS ในฐานะกลไกสำคัญของการขับเคลื่อนการตัดสินใจและการวางแผนเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศ” “ในปีนี้ เรายังคงเดินหน้าผลักดันเทคโนโลยี GIS ให้ก้าวสู่การเป็นโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศ พร้อมขยายการใช้งานให้ครอบคลุมทุกมิติของเศรษฐกิจและสังคม เพราะเราพิสูจน์แล้วว่า GIS สามารถนำไปใช้งานได้จริงในหลายภาคส่วน ช่วยให้ทุกองค์กรมองเห็นข้อมูลที่เชื่อมโยงกันอย่างชัดเจน ขับเคลื่อนการตัดสินใจที่แม่นยำ วางแผนอย่างมีทิศทาง สร้างผลลัพธ์เชิงนโยบายได้อย่างเป็นรูปธรรม ส่งมอบคุณค่าใหม่ให้ประเทศและสร้างความได้เปรียบในระยะยาว” ประธานบริษัท จีไอเอส กล่าว     ท่ามกลางการเติบโตของเทคโนโลยีภูมิสารสนเทศทั่วโลก โดยคาดว่าจะมีมูลค่าสูงถึง 118 พันล้านดอลลาร์ (ประมาณ 3.75 ล้านล้านบาท) ภายในปี 2577 สะท้อนถึงบทบาทสำคัญของเทคโนโลยีต่อระบบเศรษฐกิจยุคใหม่ ดังนั้นปี 2569 จีไอเอสจึงวางกรอบกลยุทธ์ “6 GIS Drivers” เพื่อยกระดับการใช้ข้อมูลเชิงพื้นที่และเทคโนโลยี GIS ขับเคลื่อนคุณค่าทางเศรษฐกิจในทุกระดับ ได้แก่ GIS Driver 1: Enterprise GIS Infrastructure Solutions: ยกระดับเทคโนโลยี GIS สู่โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศ รองรับการตั GIS Driver 2: Nationwide Digital Map Data & Content: วางรากฐานโครงสร้างข้อมูลเชิงพื้นที่ของประเทศผ่าน NOSTRA Map ด้วยฐานข้อมูลแผนที่ดิจิทัลและข้อมูลเชิงลึก ที่มีความละเอียด แม่นยำสูงด้วยมาตรฐานระดับโลก พร้อมครอบคลุมทั่วประเทศ และมีข้อมูลเฉพาะด้านสำหรับรองรับการใช้งานในหลากหลายอุตสาหกรรมทั้งภาครัฐและธุรกิจ เพื่อการวิเคราะห์ วางแผน และการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ พร้อมสร้างโอกาสใหม่ในการเติบโตในระยะยาว GIS Driver 3: Logistics Intelligence: เสริมศักยภาพด้านโลจิสติกส์และซัพพลายเชนของประเทศด้วย NOSTRA LOGISTICS ที่พัฒนาโซลูชันเพื่อเพิ่มขีดความสามารถของธุรกิจในทุกมิติ ครอบคลุมทั้งการบริหารจัดการงานขนส่งสำหรับโรงงานผลิต ธุรกิจค้าส่ง-ปลีก งานขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ และธุรกิจนำเข้า-ส่งออก ตลอดจนการวิเคราะห์ต้นทุน–กำไร เพื่อช่วยลดต้นทุน เพิ่มความรวดเร็ว และยกระดับความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจโลจิสติกส์ไทย GIS Driver 4: Smart Consumer Technology: ขยายการเข้าถึงเทคโนโลยี GIS สู่ผู้บริโภคผ่านช่องทางจัดจำหน่ายสินค้าเทคโนโลยี ครอบคลุมอุปกรณ์นำทางอัจฉริยะ อุปกรณ์ด้านสุขภาพและการออกกำลังกาย รวมถึงสินค้าเทคโนโลยีอื่น ๆ ที่จีไอเอสเป็นผู้นำเข้าหรือตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการ เพื่อเชื่อมโยงนวัตกรรมขององค์กรสู่การใช้งานจริงของประชาชน สร้างดีมานด์ด้านเทคโนโลยีในระยะยาว GIS Driver 5: AI as the Strategic Engine: เร่งยกระดับเทคโนโลยี GIS ด้วยการผสาน AI เพื่อเสริมศักยภาพการวิเคราะห์ การคาดการณ์ และการตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์ โดยตั้งเป้าให้ 30% ของโซลูชันในปีนี้เป็น AI-enabled ควบคู่กับการพัฒนาทักษะบุคลากรและปรับกระบวนการทำงาน เพื่อให้องค์กรสามารถสร้างคุณค่าจากข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพและนำไปใช้ได้จริง GIS Driver 6: New S‑Curve Ventures: ขับเคลื่อนการเติบโตระยะยาวด้วยการต่อยอดความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี GIS สู่ตลาดต่างประเทศ พร้อมขยายบทบาทสู่การเป็นพันธมิตรทางเทคโนโลยีในระดับสากล ควบคู่กับการสำรวจและพัฒนาธุรกิจใหม่ที่ต่อยอดจากศักยภาพของ GIS เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่และเสริมขีดความสามารถขององค์กรในอนาคต เพื่อให้การขับเคลื่อนเกิดผลในทุกมิติ จีไอเอสมุ่งเสริมความพร้อมทั้งด้านข้อมูลเชิงพื้นที่ เทคโนโลยี บุคลากร และกระบวนการทำงาน โดยต่อยอดจากประสบการณ์ด้านระบบภูมิสารสนเทศระดับองค์กรที่ร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยมากว่า 30 ปี พร้อมผนึกความร่วมมือข้ามธุรกิจในกลุ่มบริษัทซีดีจี เพื่อเชื่อมต่อเทคโนโลยีและผลลัพธ์ที่จะสร้างความได้เปรียบแก่องค์กร และเพิ่มขีดความสามารถในการสนับสนุนภารกิจสำคัญของประเทศให้เกิดผลสูงสุด “จีไอเอสพร้อมเดินเคียงข้างทุกภาคส่วนในการผลักดันเทคโนโลยี GIS ให้ก้าวสู่บทบาทของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศ เพราะเราเชื่อว่าเทคโนโลยี GIS ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือ แต่เป็นเทคโนโลยีที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าสามารถยกระดับประสิทธิภาพของทุกองค์กรและหน่วยงานให้เกิดผลลัพธ์ที่จับต้องได้จริง ทั้งในด้านการตัดสินใจ การบริหารจัดการ และการสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมต่อเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตของประชาชน ซึ่งจะช่วยเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในระยะยาว ” ดร.ธนพร ทิ้งท้าย

กลุ่มบริษัทซีดีจี ปิดเกม Hackathon 2025 ดันโซลูชัน AI ผสานเทคโนโลยีตรวจจับคลื่นไฟฟ้าหัวใจ ยกระดับการยืนยันตัวตนภาครัฐให้ปลอดภัย ด้วยฝีมือ Tech Talent ไทย

กลุ่มบริษัทซีดีจี โดย CDT และ CDGS ผนึก 3 มหาวิทยาลัยพระจอมฯ จัด Hackathon 2025 Trust in Tech ชวนคนรุ่นใหม่สายเทคฯ พัฒนาโซลูชัน AI + KYC จากโจทย์ภาครัฐจริง ทีม ACS-Agent คว้าชัยจากโซลูชัน Smart Public Agent ที่ใช้ AI ผสานการตรวจจับคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ECG) ร่วมกับสแกนใบหน้าและ Liveness Detection เพื่อยืนยันตัวตนอย่างปลอดภัย แม่นยำ และรวดเร็ว ลดความเสี่ยงจาก Deepfake และปลอมแปลง พร้อมออกแบบการบริการที่เข้าถึงง่ายและโปร่งใส พร้อมสร้างจุดเริ่มต้นเส้นทาง Tech Talent ของคนรุ่นใหม่ไทยด้วยคอนเซป Can Think, Can Code และ Create Impact เพื่อสังคมได้จริง    กลุ่มบริษัทซีดีจี โดยความร่วมมือของสองบริษัทในเครือ ได้แก่ คอนโทรล ดาต้า (ประเทศไทย) จำกัด (CDT) และ ซีดีจี ซิสเต็มส์ จำกัด (CDGS) ผนึกกำลัง 3 มหาวิทยาลัยพระจอมฯ จัดงาน Hackathon 2025 Trust in Tech: AI Power and KYC for Smart Public Services เปิดเวทีให้คนรุ่นใหม่สายเทคโนโลยีรวมทีมพัฒนาโซลูชันที่ใช้ AI และ KYC เปลี่ยนโฉมการเข้าถึงบริการภาครัฐของประชาชนได้อย่างรวดเร็ว ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพไปอีกขั้น โดยจากผู้สมัครกว่า 32 ทีม ก่อนที่ทีม “ACS-Agent” จะคว้ารางวัลชนะเลิศไปครอง จากโซลูชัน ที่ผสาน AI และ KYC กับการตรวจจับคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ECG หรือ Electrocardiogram) ร่วมกับสแกนใบหน้าและ Liveness Detection เพื่อยืนยันตัวตนอย่างแม่นยำ รวดเร็ว และปลอดภัย ลดความเสี่ยงจาก Deepfake และปลอมแปลง พร้อมทำให้ประชาชนเข้าถึงบริการได้สะดวกกว่าเดิม พร้อมตอกย้ำว่าเทคโนโลยีของคนรุ่นใหม่สามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมไทยในวงกว้างได้อย่างแท้จริง    นายทวีศักดิ์ นิลวัชรมณี ประธานบริษัท คอนโทรล ดาต้า (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า “หนึ่งในความท้าทายของสังคมไทยในยุคดิจิทัล คือการออกแบบบริการสาธารณะที่ทั้งปลอดภัย เข้าถึงง่าย และเท่าทันความต้องการที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว สิ่งเหล่านี้ไม่สามารถพัฒนาได้ด้วยเทคโนโลยีเพียงลำพัง แต่ต้องอาศัยความเข้าใจร่วมกันระหว่างภาครัฐ ธุรกิจ และประชาชน โดยเฉพาะพลังจากคนรุ่นใหม่ เราต้องการเห็นคนรุ่นใหม่ไทยใช้เทคโนโลยีไม่ใช่แค่เพื่อสร้างนวัตกรรม แต่เพื่อเข้าใจชีวิตผู้คน และออกแบบระบบที่ทำให้ทุกคนมีโอกาสเข้าถึงบริการได้อย่างเท่าเทียมและมีคุณภาพ”     ผลการแข่งขัน ทีมที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ ได้แก่ทีม ACS-Agent โดยนำเสนอไอเดียนวัตกรรมในชื่อ Smart Public Agent ซึ่งพัฒนาโซลูชันต้นแบบที่ใช้ AI และ KYC ผสานการตรวจจับคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ECG) ร่วมกับการสแกนใบหน้าและ Liveness Detection เพื่อลดขั้นตอนการพิสูจน์ตัวตนให้ปลอดภัย แม่นยำ และรวดเร็วยิ่งขึ้น ลดความเสี่ยงจาก AI Deepfake และการปลอมแปลง พร้อมทำให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลและบริการภาครัฐได้สะดวกกว่าเดิม คว้าเงินรางวัลมูลค่า 50,000 บาทไปครอง   ขณะที่รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ทีม GroupChatLeaked กับผลงาน “รัฐ รับจบ” ที่มุ่งพัฒนาแพลตฟอร์ม one-stop-service สำหรับแจ้งปัญหาและติดตามการแก้ไขปัญหาภาครัฐอย่างโปร่งใส โดยใช้ AI วิเคราะห์และจำแนกประเภทปัญหาจากภาพและข้อมูล พร้อมตรวจสอบความถูกต้องของหลักฐานภาพถ่ายเพื่อยืนยันการดำเนินงานของเจ้าหน้าที่ ได้รับเงินรางวัลมูลค่า 30,000 บาท โดยโครงการมอบรางวัลรวมทั้งสิ้นเป็นมูลค่ามากกว่า 100,000 บาท    สำหรับการตัดสินในครั้งนี้ คณะกรรมการให้ความสำคัญกับทั้งแนวคิดและศักยภาพในการต่อยอด โดยพิจารณาจาก 5 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ การเข้าใจปัญหาได้อย่างลึกซึ้ง ความสอดคล้องกับโจทย์ ความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมในการออกแบบ ความสามารถในการนำเสนอ และความเป็นไปได้ในการพัฒนาใช้งานจริง เพื่อสะท้อนภาพของโซลูชันที่ไม่ได้ตอบโจทย์แค่ในเชิงเทคนิคเท่านั้น แต่สามารถเชื่อมโยงกับปัญหาสังคม และมีแนวโน้มพัฒนาให้ใช้งานได้จริง  “หนึ่งในเป้าหมายสำคัญของโครงการนี้ ไม่ได้อยู่ที่การเฟ้นหาผู้ชนะเพียงอย่างเดียว แต่คือการสร้างพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้เรียนรู้จากโจทย์จริง ฝึกคิดอย่างเป็นระบบ และเข้าใจว่าสิ่งที่พวกเขาทำสามารถส่งผลต่อชีวิตผู้คนได้จริงในวงกว้าง เพราะในยุคที่เทคโนโลยีพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง การมีทักษะเพียงพออาจไม่พออีกต่อไป แต่ต้องมีจิตสำนึก ความเข้าใจสังคม และความกล้าที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงร่วมกับผู้อื่นอย่างมีความหมาย เพราะคนรุ่นใหม่ไม่ได้แค่เรียนรู้เทคโนโลยี แต่คิดได้ สร้างเป็น และสร้างผลกระทบเพื่อส่วนรวมได้จริง และ CDG พร้อมพาทุกคนมาสร้าง Technology for a Better Society ที่เชื่อในพลังของคนรุ่นใหม่ ไปด้วยกัน” นายทวีศักดิ์ กล่าวทิ้งท้าย   

ซีดีจี กรุ๊ป คว้า 2 รางวัลด้านเทคโนโลยีระดับโลกจาก ‘International Finance Awards’ ขับเคลื่อนโซลูชันเพื่อสังคม ตอบโจทย์ภาครัฐ และเอกชนครบวงจร

ซีดีจี กรุ๊ป คว้า 2 รางวัลจากเวทีนานาชาติ “International Finance Awards 2024” ตอกย้ำผู้นำด้านเทคโนโลยีเพื่อสังคมตัวจริง ได้แก่ รางวัล Most Innovative IT Consulting & Solutions Company for e-Government & Public Administration บุกเบิกนวัตกรรมดิจิทัลที่ยกระดับการทำงานบริการประชาชนของภาครัฐด้วยแพลตฟอร์ม FlowSoft e-Office และรางวัล Most Innovative New Transportation Management Platform พลิกโฉมนวัตกรรมการขนส่งด้วย แพลตฟอร์มบริหารจัดการงานขนส่งอัจฉริยะ ‘NOSTRA LOGISTICS TMS’ สะท้อนความมุ่งมั่นในการพัฒนานวัตกรรมที่ตอบโจทย์ความต้องการของอุตสาหกรรมและสร้างมุ่งสร้างสังคมที่ดีขึ้นด้วยเทคโนโลยี   นายนาถ ลิ่วเจริญ ประธานกรรมการบริหาร (Chief Executive Officer) กลุ่มบริษัท ซีดีจี กล่าวว่า “การที่ CDG Group ได้รับรางวัล Most Innovative IT Consulting & Solutions Company for e-Government & Public Administration และ Most Innovative New Transportation Management Platform จากงาน International Finance Awards 2024 เป็นความภาคภูมิใจอย่างยิ่งของพวกเราชาวซีดีจี รางวัลนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของเราในการเป็นผู้ให้บริการโซลูชันและเทคโนโลยีที่มุ่งมั่นพัฒนาเพื่อสร้างสังคมที่ดีกว่าในทุกมิติ สร้างคุณค่าให้กับสังคมและเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน พร้อมขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นสังคมดิจิทัล เพื่ออนาคตที่ยั่งยืนของประเทศไทย”   สำหรับรางวัล Most Innovative IT Consulting & Solutions Company for e-Government & Public Administration ที่คิดค้นและพัฒนาโดย บริษัท ซีดีจี ซิสเต็มส์ จำกัด หรือ CDGS Systems ภายใต้กลุ่มบริษัทซีดีจี ได้รับนั้น เป็นการนำระบบ FlowSoft e-Office Platform ซึ่งเป็น ระบบบริหารสำนักงานอิเล็กทรอนิกส์ สำหรับหน่วยงานภาครัฐและรัฐวิสาหกิจ โดยระบบดังกล่าวช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ลดการใช้กระดาษ และตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัล ช่วยให้การทำงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และรวดเร็ว ตอบสนองต่อการให้บริการประชาชนในยุคดิจิทัลได้อย่างเต็มที่   ขณะเดียวกัน NOSTRA LOGISTICS ผู้ให้บริการโซลูชัน และเทคโนโลยีแพลตฟอร์มการขนส่งอัจฉริยะ ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มบริหารจัดการการขนส่ง ได้รับรางวัล Most Innovative New Transportation Management Platform ด้วยคุณสมบัติที่สามารถบริหารจัดการทุกกิจกรรมการขนส่งในระบบเดียว โดยแพลตฟอร์มนี้สามารถจัดการการขนส่งในโลจิสติกส์ซัพพลายเชนแบบครบวงจร ผ่านเทคโนโลยีชั้นนำ เช่น GIS, AI, Telematics และ IoT ซึ่งไม่เพียงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ลดต้นทุน และสร้างผลตอบแทนที่ยั่งยืน แต่ยังรองรับการเชื่อมต่อแบบไร้รอยต่อ (Seamless Integration) กับระบบ IT อื่นๆ ภายในองค์กรให้การทำงานสะดวกรวดเร็วแบบ Digitalization   รางวัลดังกล่าวจัดขึ้นโดยนิตยสารชั้นนำระดับโลก International Finance Awards ซึ่งมุ่งยกย่ององค์กรและผู้บริหารที่มีความเป็นเลิศในด้านการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมระดับโลก ผ่านการพิจารณาจากทีมงานผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ในทุกอุตสาหกรรม รวมถึงเทคโนโลยี โดยพิจารณาจากความสำเร็จที่โดดเด่นและผลลัพธ์ของการดำเนินงานที่สร้างคุณค่าให้กับเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืน การได้รับรางวัลในครั้งนี้ ตอกย้ำความมุ่งมั่นของกลุ่มบริษัทซีดีจี ในการเป็น “ผู้ให้บริการโซลูชันและเทคโนโลยีที่น่าเชื่อถือที่สุดในประเทศไทย” พร้อมทั้งสร้างแรงบันดาลใจในการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้กับทุกภาคส่วนในสังคมไทยและระดับสากลอย่างแท้จริง

กรุงเทพโปรดิ๊วส ผนึก Esri Thailand ยกระดับห่วงโซ่เกษตรโปร่งใส ใช้แพลตฟอร์ม ‘ArcGIS’ ตรวจพิกัดแปลงปลูก ขับเคลื่อนระบบ Traceability สู่มาตรฐานการค้าโลก

กรุงเทพโปรดิ๊วส ผนึก Esri Thailand ยกระดับห่วงโซ่เกษตรโปร่งใส ใช้แพลตฟอร์ม ‘ArcGIS’ ตรวจพิกัดแปลงปลูก ขับเคลื่อนระบบ Traceability สู่มาตรฐานการค้าโลก กรุงเทพโปรดิ๊วส จำกัด (มหาชน) ผู้จัดหาวัตถุดิบอาหารสัตว์ให้กับ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ในเครือเจริญโภคภัณฑ์ จับมือ บริษัท อีเอสอาร์ไอ (ประเทศไทย) จำกัด ในกลุ่มบริษัทซีดีจี ผู้นำด้าน Location Intelligence ยกระดับการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานวัตถุดิบทางการเกษตรผ่าน ‘ระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability)’ ด้วย ArcGIS เป็นแพลตฟอร์มกลาง ผสานข้อมูลเชิงพื้นที่ร่วมกับ AI บล็อกเชน คลาวด์ และข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียม เพื่อวิเคราะห์ เชื่อมโยง และบริหารจัดการข้อมูลตั้งแต่แปลงเพาะปลูกจนถึงโรงงานผลิตอาหารสัตว์ปลายทาง ทำให้ทุกฝ่ายใช้ข้อมูลเดียวกันบนตำแหน่งพื้นที่จริงและเห็นภาพเดียวกันบนแผนที่ สามารถตรวจสอบและยืนยันแหล่งที่มาของวัตถุดิบ ติดตามเส้นทางการจัดหาได้อย่างโปร่งใส รองรับมาตรฐานสากลด้านการจัดหาวัตถุดิบอย่างรับผิดชอบ เพิ่มประสิทธิภาพการกำกับดูแลและการตัดสินใจตลอดห่วงโซ่อุปทาน โดยระบบทั้งหมดช่วยลดต้นทุนการจัดซื้อวัตถุดิบที่ต้องพึ่งพาใบรับรองจากภายนอกได้กว่า 70 ล้านบาทต่อปี พร้อมขับเคลื่อนเป้าหมายด้านความยั่งยืนขององค์กรอย่างเป็นรูปธรรม   วรพจน์ สุรัตวิศิษฏ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท กรุงเทพโปรดิ๊วส จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “การบริหารจัดการวัตถุดิบทางการเกษตรในปัจจุบันต้องอาศัยข้อมูลจำนวนมากจากหลายแหล่ง ทั้งข้อมูลเกษตรกร แปลงเพาะปลูก และข้อมูลตลอดกระบวนการจัดหา ขณะเดียวกัน กติกาการค้าโลกและกรอบด้านความยั่งยืนได้เร่งให้การพิสูจน์แหล่งที่มาของวัตถุดิบกลายเป็นประเด็นสำคัญในการดำเนินธุรกิจ ความท้าทายของเราจึงไม่ใช่เพียงการจัดเก็บข้อมูล แต่คือการทำให้ข้อมูลที่มีความซับซ้อนมีความถูกต้อง เป็นระบบ และสามารถตรวจสอบได้จริง การใช้ ArcGIS ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มมาตรฐานระดับโลกด้านการบริหารจัดการข้อมูลเชิงพื้นที่ จึงมีความสำคัญต่อระบบตรวจสอบย้อนกลับ ที่ช่วยเชื่อมโยงข้อมูลทุกส่วนเข้ากับตำแหน่งพื้นที่จริง ทำให้ผู้ปฏิบัติงาน และผู้บริหารเห็นข้อมูลชุดเดียวกันบนแผนที่ ลดความคลาดเคลื่อนในการทำงาน เพิ่มความแม่นยำในการตรวจสอบ และนำข้อมูลไปใช้กำกับดูแลกระบวนการจัดหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมสนับสนุนการจัดหาวัตถุดิบอย่างรับผิดชอบ การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคการเกษตร (Scope 3) และการบรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืนขององค์กร” ปัจจุบัน ห่วงโซ่อุปทานสินค้าเกษตรกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงจากข้อกำหนดและมาตรฐานการค้าโลกที่ให้ความสำคัญกับการตรวจสอบย้อนกลับและการพิสูจน์แหล่งที่มาของวัตถุดิบ โดยเฉพาะข้อกำหนด European Union Deforestation-free Regulation (EUDR) ที่กำหนดให้สินค้าเกษตรบางประเภท เช่น ถั่วเหลืองและปาล์มน้ำมัน ต้องสามารถระบุพิกัดแหล่งผลิตและแสดงหลักฐานยืนยันว่าสินค้าไม่ได้มาจากพื้นที่ที่มีการตัดไม้ทำลายป่า ส่งผลให้การตรวจสอบแหล่งที่มาและการจัดทำข้อมูลอ้างอิงที่น่าเชื่อถือ กลายเป็นปัจจัยสำคัญในการเข้าถึงตลาดโลกและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจ แพร พันธุมวนิช ประธานบริษัท อีเอสอาร์ไอ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ในยุคที่ความโปร่งใสและการตรวจสอบได้กลายเป็นมาตรฐานใหม่ของการดำเนินธุรกิจ คุณค่าของข้อมูลไม่ได้อยู่ที่ปริมาณ แต่อยู่ที่ความสามารถในการเชื่อมโยงข้อมูลจากหลายแหล่งให้เป็นข้อมูลอ้างอิงชุดเดียวกันบนบริบทของพื้นที่จริง เพราะเมื่อทุกฝ่ายมองเห็นภาพเดียวกันบนแผนที่ องค์กรจะสามารถยกระดับการกำกับดูแล ประเมินความเสี่ยง และตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูลที่เชื่อถือได้ ArcGIS จึงทำหน้าที่เป็นแพลตฟอร์ม Location Intelligence ที่บูรณาการข้อมูลเชิงพื้นที่ เทคโนโลยี และกระบวนการทำงานเข้าไว้ด้วยกัน เพื่อเปลี่ยนข้อมูลที่กระจัดกระจายให้เป็นข้อมูลที่นำไปใช้ได้จริงอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมรองรับข้อกำหนดด้านความยั่งยืนและมาตรฐานการค้าโลกที่เป็นความท้าทายขององค์กรในปัจจุบัน” ภายใต้ความร่วมมือครั้งนี้ กรุงเทพโปรดิ๊วสยกระดับระบบ Traceability ด้วย ArcGIS ครอบคลุม 3 ด้านหลัก ได้แก่ การรวบรวมและบริหารจัดการข้อมูลวัตถุดิบ (Data Centralization) รวบรวมและจัดเก็บข้อมูลเกษตรกร แปลงเพาะปลูก ผู้รวบรวม และแหล่งผลิตไว้บนแพลตฟอร์มเดียว ช่วยให้ข้อมูลเป็นระเบียบ มีมาตรฐานเดียวกัน การยืนยันแหล่งผลิตและการตรวจสอบย้อนกลับ (Spatial Verification & Traceability) ใช้ข้อมูลเชิงพื้นที่ ร่วมกับข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมและข้อมูลแปลงเพาะปลูก เพื่อระบุพิกัดแหล่งผลิต ยืนยันแหล่งที่มาของวัตถุดิบ ตรวจสอบการใช้ประโยชน์ที่ดิน ติดตามข้อมูลพื้นที่เผาไหม้ (Burn Scar) และตรวจสอบย้อนกลับของวัตถุดิบได้ถึงระดับแปลงเพาะปลูก การเชื่อมโยงข้อมูลตลอดห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Integration) เชื่อมโยงข้อมูลตั้งแต่เกษตรกร ผู้รวบรวม จนถึงโรงงานผ่านแพลตฟอร์มกลาง ติดตามเส้นทางของวัตถุดิบได้อย่างต่อเนื่องและโปร่งใสตลอดกระบวนการจัดหา เพิ่มประสิทธิภาพในการกำกับดูแล การตรวจสอบ และรองรับการปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านการจัดหาวัตถุดิบอย่างมีความรับผิดชอบ การนำแพลตฟอร์ม ArcGIS มาใช้ครั้งนี้ สะท้อนถึงการยกระดับการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานวัตถุดิบทางการเกษตรด้วยข้อมูลและเทคโนโลยีดิจิทัล โดยทำให้การตรวจสอบย้อนกลับมีความถูกต้อง โปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้ในทุกขั้นตอน ตอบโจทย์ข้อกำหนดด้านความยั่งยืนและมาตรฐานการค้าโลกที่มีความเข้มข้นมากขึ้น พร้อมเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่คู่ค้าและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ตลอดจนวางรากฐานสำคัญสำหรับการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานที่มีประสิทธิภาพ ยืดหยุ่น และยั่งยืนในระยะยาว   เกี่ยวกับ Esri Thailand บริษัท อีเอสอาร์ไอ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้นำด้าน Location Intelligence Platform และผู้แทนจำหน่ายหลักของ ArcGIS แพลตฟอร์ม GIS อันดับ 1 ของโลกจาก Esri Inc. ประเทศสหรัฐอเมริกา ในประเทศไทย พม่า ลาว และกัมพูชา โดยได้รับความไว้วางใจจากองค์กรมากกว่า 700,000 แห่งทั่วโลก บริษัทฯ มุ่งขับเคลื่อนการใช้ประโยชน์จาก ArcGIS Strategic Location Intelligence Platform ที่ผสานเทคโนโลยี AI, IoT, Big Data, Cloud และ Digital Twin เพื่อช่วยให้องค์กรยกระดับการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ ขับเคลื่อนนวัตกรรม และเสริมประสิทธิภาพสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.esrith.com

NOSTRA Map จับมือ จส.100 เปิดตัวแอปฯ “JS100” เวอร์ชันใหม่ ยกระดับการแจ้งเตือนเหตุการณ์แบบเรียลไทม์ ปรับโฉมระบบ SOS รองรับการประสานความช่วยเหลือตลอด 24 ชั่วโมง

NOSTRA Map และ จส.100 ร่วมพัฒนาแอปพลิเคชัน “JS100” เวอร์ชันใหม่ ผนึกจุดแข็งด้านข้อมูล เทคโนโลยี และเครือข่าย ยกระดับความปลอดภัยและการเดินทางของประชาชน ชูศักยภาพแผนที่ดิจิทัลและข้อมูลเชิงพื้นที่เข้ากับเครือข่ายรายงานเหตุการณ์บนท้องถนน ช่วยให้ประชาชนสามารถรับรู้สถานการณ์ วางแผนการเดินทาง และเข้าถึงความช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงทีเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน สนับสนุนการใช้ชีวิตในเมืองได้ปลอดภัยยิ่งขึ้น NOSTRA Map Solution ของกลุ่มบริษัทซีดีจี ร่วมกับสถานีวิทยุ จส.100 เปิดตัวแอปพลิเคชัน “JS100” เวอร์ชันใหม่ ยกระดับการให้บริการด้านข้อมูลข่าวสาร การรายงานสภาพการจราจร ข้อมูลอุบัติเหตุ และการช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง โดยต่อยอดจากฐานข้อมูลแผนที่ดิจิทัลประเทศไทยและข้อมูลเชิงลึกด้านพื้นที่คุณภาพสูง ที่อัปเดตข้อมูลใหม่ล่าสุด เพิ่มความแม่นยำในการระบุตำแหน่งเหตุการณ์ ติดตามสถานการณ์บนท้องถนน ปรับปรุงระบบช่วยเหลือฉุกเฉิน (SOS) และการรายงานเหตุการณ์แบบเรียลไทม์ ช่วยให้ผู้ใช้งานทราบเหตุการณ์บนเส้นทาง สำหรับการวางแผนการเดินทางได้ปลอดภัยยิ่งขึ้น     ดร.ธนพร ฐิติสวัสดิ์ ประธานบริหาร NOSTRA Map กล่าวว่า “การร่วมกันพัฒนาแอปพลิเคชัน JS100 ในครั้งนี้ สะท้อนวิสัยทัศน์ของเราในการยกระดับแผนที่ดิจิทัล ที่เป็นมากกว่าเครื่องมือแสดงตำแหน่ง โดยเป็นเทคโนโลยีที่ช่วยให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลสำคัญและนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงในเวลาที่ต้องการ เพราะในทุกสถานการณ์ ความรวดเร็ว ต้องควบคู่กับความถูกต้องและความแม่นยำในการระบุตำแหน่ง การพัฒนาครั้งนี้จึงเป็นการดึงศักยภาพของเทคโนโลยีมาช่วยในการวางแผนการเดินทาง ตลอดจนการเข้าถึงความช่วยเหลือที่ดียิ่งขึ้น บ่งบอกว่าข้อมูลเชิงพื้นที่คือรากฐานข้อมูลสำคัญที่สร้างคุณค่าและสนับสนุนการใช้ชีวิตได้จริง”   ด้วยความเชี่ยวชาญของ NOSTRA Map ในการพัฒนาฐานข้อมูลแผนที่ดิจิทัลของประเทศไทย เพื่อรองรับการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงพื้นที่และการเดินทาง ผสานกับจุดแข็งของ จส.100 ในฐานะศูนย์กลางการรายงานข่าวสารและเหตุการณ์บนท้องถนนที่ได้รับความไว้วางใจจากประชาชนมาอย่างยาวนาน การพัฒนาแอปพลิเคชันในครั้งนี้จึงมุ่งเชื่อมโยงข้อมูลเหตุการณ์แบบเรียลไทม์และข้อมูลตำแหน่งเข้าด้วยกัน เพื่อตอบโจทย์การใช้งานจริงผ่าน 4 ความสามารถหลัก ได้แก่ SOS (Emergency Response) ระบบขอความช่วยเหลือฉุกเฉิน ที่ส่งสัญญาณได้ทันทีผ่าน แอปพลิเคชัน พร้อมส่งข้อมูลตำแหน่ง ภาพถ่าย และรายละเอียดเหตุการณ์ไปยังศูนย์ประสานงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถรับเรื่องและติดต่อกลับเพื่อประสานให้ความช่วยเหลือได้ทันที Real-time Traffic Intelligence ระบบข้อมูลจราจรและเหตุการณ์บนท้องถนนแบบเรียลไทม์ ช่วยติดตามสภาพการจราจร อุบัติเหตุ และเหตุการณ์สำคัญผ่านข้อมูลที่ผ่านการตรวจสอบและยืนยันจาก จส.100 ที่รวดเร็วและน่าเชื่อถือ Lost & Found ติดตาม และค้นหาการสูญหาย ไม่ว่าจะเป็นบุคคล เยาวชน สัตว์เลี้ยง ทรัพยสิน เอกสาร รวมถึงของสำคัญ PNC News ศูนย์รวมข่าวสารสำคัญจากศูนย์ข่าวแปซิฟิค ที่คัดสรรและสรุปประเด็นทั้งในประเทศและต่างประเทศ ทั้งประเด็นที่น่าสนใจ สภาพอากาศ ไปจนถึงข้อมูลเรดาร์ติดตามฝน นายปีย์ มาลากุล ณ อยุธยา ประธานกรรมการ เครือแปซิฟิก กล่าวว่า “ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาเรามุ่งมั่นทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางรายงาน สื่อสารข้อมูลสำคัญ และประสานความช่วยเหลือให้กับประชาชน โดยมีเครือข่ายผู้ใช้งานที่ร่วมแบ่งปันข้อมูลจากพื้นที่จริงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นพลังสำคัญที่ช่วยให้ข้อมูลสามารถส่งต่อไปยังสังคมได้อย่างรวดเร็วและเกิดประโยชน์ในวงกว้าง ความร่วมมือครั้งนี้จึง จะยกระดับการทำงาน ผ่านการผสานจุดแข็งของเครือข่ายข้อมูล เทคโนโลยี และพันธมิตรที่มีเป้าหมายร่วมกัน นับเป็นก้าวสำคัญของการนำความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ มาสร้างประโยชน์ให้เกิดขึ้นกับประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรม” ทั้งนี้ การพัฒนา JS100 Application เวอร์ชันใหม่นี้ เป็นอีกตัวอย่างของการนำศักยภาพด้านเทคโนโลยี GIS และข้อมูลภูมิสารสนเทศ มาประยุกต์ใช้เพื่อยกระดับการให้บริการแก่ประชาชน โดยในอนาคต ทั้งสององค์กรจะเดินหน้าต่อยอดความร่วมมือในการพัฒนาโซลูชันที่ผสานข้อมูลด้านพื้นที่และข้อมูลเหตุการณ์ เพื่อสนับสนุนการเดินทาง ความปลอดภัย และการบริหารจัดการเมืองในมิติต่าง ๆ ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยผู้สนใจสามารถดาวน์โหลดและใช้งานแอปพลิเคชัน “JS100” ทั้งในระบบ IOS และ Android ได้แล้ววันนี้

จีไอเอสดัน NOSTRA LOGISTICS พลิกเกมขนส่งโลจิสติกส์ ยกระดับแพลตฟอร์ม TMS สู่ TMS Plus+ เชื่อมซัพพลายเชนทั้งระบบ หนุนอุตสาหกรรมไทยคุมต้นทุนแม่นยำ รับมือเศรษฐกิจผันผวน

บริษัท จีไอเอส จำกัด ผู้นำด้านระบบภูมิสารสนเทศแบบครบวงจร ในกลุ่มบริษัทซีดีจี เร่งเสริมศักยภาพด้านโลจิสติกส์และซัพพลายเชนของประเทศ ผ่านธุรกิจ NOSTRA LOGISTICS (นอสตร้าโลจิสติกส์) ด้วยการยกระดับแพลตฟอร์ม NOSTRA LOGISTICS TMS จากระบบบริหารจัดการขนส่งอัจฉริยะ Transportation Management System (TMS) เดิม สู่ TMS Plus+ ขยายบทบาทงานที่เชื่อมโยงข้อมูล และทุกกระบวนการตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ พร้อมด้วยการบริหารจัดการต้นทุนแบบครบวงจร ลดต้นทุนทรัพยากรงานขนส่งได้มากถึง 15% หนุน SME จนถึง Enterprise ด้วยราคาเริ่มต้นตามการใช้งานของธุรกิจ ฝ่าความท้าทายของตลาดน้ำมัน เศรษฐกิจ แรงกดดันด้านภูมิรัฐศาสตร์ เพิ่มความคล่องตัว และความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทยในระยะยาว เปิดตัวสู่ตลาดรองรับการใช้งานจริงแล้ว ดร.ธนพร ฐิติสวัสดิ์ ประธานบริษัท จีไอเอส จำกัด เปิดเผยว่า “ปัจจุบันการขนส่งไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงงานปฏิบัติการที่สนับสนุนโลจิสติกส์อีกต่อไป แต่กำลังก้าวสู่บทบาทของเครื่องมือเชิงกลยุทธ์ในการบริหารธุรกิจและซัพพลายเชน ทั้งในมิติการตัดสินใจ การควบคุมต้นทุน และความสามารถใน การแข่งขัน ซึ่งต้องอาศัยการบูรณาการข้อมูลและการมองเห็นธุรกิจแบบองค์รวมอย่างแท้จริง การผลักดัน TMS Plus+ สู่ตลาด จึงไม่ใช่แค่การปรับปรุงระบบ แต่เป็นการเปลี่ยนผ่านจากการควบคุมกลุ่มรถ ไปสู่แพลตฟอร์มการบริหารโลจิสติกส์และซัพพลายเชนแบบบูรณาการ ขับเคลื่อนบทบาทของเทคโนโลยีจากส่วนสนับสนุน สู่กลไกหลักในการขับเคลื่อนธุรกิจภายใต้บริบทการแข่งขันที่มีความซับซ้อนมากขึ้น” ทิศทางดังกล่าวสอดคล้องกับแรงกดดัน และความไม่แน่นอนรอบด้าน โดย World Economy Forum (WEF) ระบุว่า 74% ขององค์กรชั้นนำทั่วโลกเพิ่มการลงทุนเพื่อเสริมความสามารถในการรับมือความแปรปรวน และปรับตัวทางธุรกิจ จากปัจจัยด้านกฎระเบียบการค้าที่เปลี่ยนแปลงต่อเนื่องที่ส่งผลโดยตรงต่องบประมาณด้านโลจิสติกส์ เกิดความจำเป็นในการบริหารค่าใช้จ่ายหลายปัจจัยพร้อมกัน โดยหนึ่งในความท้าทายสำคัญคือการขาดการเชื่อมโยงทุกกระบวนการของซัพพลายเชนให้ทำงานร่วมกันแบบ IT Ecosystem จึงทำให้ไม่เห็นภาพรวม นำไปสู่ข้อจำกัด และความเสี่ยงต่าง ๆ ที่อาจตามมา ดังนั้นการพลิกโฉมครั้งนี้จึงถือเป็นการต่อยอดสู่โซลูชันที่ประสานข้อมูลทั้งซัพพลายเชน เพื่อการตัดสินใจที่แม่นยำในสภาพแวดล้อมการแข่งขันที่ผันผวน ด้วยเหตุนี้ NOSTRA LOGISTICS จึงเดินหน้าพลิกโฉมการดำเนินงาน โดยเสริมศักยภาพให้ TMS Plus+ พร้อมเชื่อมต่อทุกกระบวนการในซัพพลายเชน เพื่อแก้ไขข้อจำกัดจากการทำงานแบบแยกส่วน และช่วยให้องค์กรมองเห็นการดำเนินงานในภาพรวมได้อย่างชัดเจน อีกทั้งเพิ่มศักยภาพด้านการบริหารจัดการต้นทุนแบบครบวงจร อันเป็นพื้นฐานสำคัญของของการตัดสินใจในสภาวะที่ไม่แน่นอน และตอบสนองการทำงานแบบ Multi-party Network ครอบคลุมหลายฝ่ายในกระบวนการเดียว ก้าวสู่การบริหารงานแบบเรียลไทม์ เกิดผลลัพธ์เชิงธุรกิจที่จับต้องได้หลายมิติ ได้แก่ Resource & Cost Optimization บริหารจัดการต้นทุนงานขนส่งแบบองค์รวม กำไร-ขาดทุน การเลือกใช้ทรัพยากรอย่างเหมาะสม และ คุ้มค่า เกิดประโยชน์สูงสุดไม่จำกัดเฉพาะค่าขนส่งเท่านั้น Data-Driven Decision Making ใช้ข้อมูลหน้างานจริงเป็นฐานในการตัดสินใจ เห็นการดำเนินงานตลอดกระบวนการแบบเรียลไทม์ Flawless Execution เชื่อมแผนกับการปฏิบัติงานจริง ลดความผิดพลาดในทุกขั้นตอน Resiliency & Agility ปรับแผนได้รวดเร็ว รองรับเหตุไม่คาดคิดและการเปลี่ยนแปลงของกระบวนการซัพพลายเชน Service Excellence เพิ่มความแม่นยำ ตรงเวลาในการส่งมอบ จากข้อมูลสต๊อกและความพร้อมหน้างานจริง สร้างความพึงพอใจให้ลูกค้าของธุรกิจ Business Control & Sustainability ควบคุมต้นทุน บริหารความเสี่ยง เสริมข้อมูลเพื่อการตัดสินใจ และปรับโฉมการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน   “โซลูชันด้านโลจิสติกส์ในระยะถัดไปต้องสร้างความคุ้มค่าเชิงธุรกิจได้จริง โดยไม่ใช่มุ่งเพียงการเพิ่มประสิทธิภาพ แต่ต้องเปลี่ยนผ่านสู่การเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้องค์กรกำกับการดำเนินธุรกิจได้อย่างมีระบบและพร้อมรับมือกับความไม่แน่นอนอย่างต่อเนื่อง บนความยืดหยุ่นที่สามารถเลือกแพ็กเกจตามรูปแบบของการใช้งานของแต่ละธุรกิจ และปรับเพิ่ม-ลดขนาดได้ รองรับตั้งแต่ธุรกิจ SME จนถึงระดับ Enterprise ภายใต้งบประมาณที่เหมาะสม เพื่อให้การลงทุนด้านเทคโนโลยีแปลงเป็นผลลัพธ์ที่วัดได้ ทั้งประสิทธิภาพ ความคล่องตัว และความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว” ดร ธนพร กล่าวทิ้งท้าย