Veteran IT company set sights on AEC

CDG Admin
19-07-2013

Asina Pornwasin

The Nation June 25, 2013

CDG Group, a Thai company that has been in the IT business for 45 years, aims to be among the top-10 IT firms in Asean by 2015.

Nart Liuchareon, who has been the company ‘s chief executive officer for 27 years, has targeted 15 per cent of revenue from the ASEAN Economic Community, which comes into effect in 2015, in the next five years. In the near future, the group also has plans to open an office in Myanmar.

AEC

Nart said the company would expand in the region once the AEC is born in 2015. The company would export its successful products to governments in Asean.

With CDG ‘s experience, specialisation, and knowledge, the group is confident of effectively providing IT service solutions to customers in the ASEAN market.

“CDG Group will aim to make inroads in the region by continuously providing effectively standardised works, including improvement of knowledge and competency of personnel and operation methods to achieve the most efficiency. We are putting efforts to create a strong ASEAN partnership network to strengthen the group ‘s business and also expand our markets,” said Nart.

CDG Group is one of only a few Thai IT companies that have survived the march of technology and business models. Throughout its 45 years, CDG has been dynamic and managed to maintain its competitiveness even during times of change and crisis.

Nart said a dynamic strategy was the key behind the group’s strong competitiveness for 45 years, and now it is preparing itself for the wider ASEAN region.

“The key strategy is called distributed model – to grow and then spin off. Our organisation does not have too many levels of management. We expand the business with the spin-off model rather than increase the number of businesses under the same company. We want our business as a whole to be fast moving, dynamic and competitive. This model also helps us to preserve our resources,” said Nart.

CDG Group started as Control Data (Thailand) 45 years ago, as an IT trading company supplying computer systems to the government sector. The group was run by Nart’s father, Yingyong Liuchareon, the founder. That was the time of mainframe-based computing.

The second era of CDG Group started 27 years ago when Nart took over from his father in the era of minicomputers. Nart said the computer market at the time was very small and limited to only the government sector. Only 20 to 30 per cent of organisations had adopted computer systems.

He added that in the first 10 years of his management CDG’s revenue on average increased by more than 30 per cent every year.

“It was a very high-growth period. In the first three years, we grew more than 100 per cent every year. At the time, we were enjoying our growth,” said Nart.

Apart from distributed business strategy, Nart said the group always embraced new technologies to be differentiated from its rivals. CDG was the pioneer in new technologies and new business models, for example a pioneer in the UNIX, open system, and CAD/CAM technology.

“We try to differentiate ourselves [from competitors] so we have to bet on technologies. We won some and lost some times. However, we continued to enjoy growth,” said Nart.

In the last 15 years, as the company expanded, there was duplication of functions and resources. It needed to be reorganised, by merging and regrouping the companies. The move was to reduce cannibalisation among the group’s companies.

Then, CDG Group was offering IT solutions to its main customers, which was mostly the government sector.

The group is behind the government’s IT system, for example the National ID Card system.

“Of our total revenue at the time, 80 per cent came from the government sector, and 20 per cent from the private sector,” said Nart.

As CDG plays a role as a system integrator, which relies on other stakeholders in the business eco-system, including hardware vendors, partners, and importantly customers, Nart said when these people changed their behaviour and business models, CDG also adjusted itself.

Nine years ago, CDG Group had gone for a restructuring. It set up G-Able Group to dedicatedly oversee the private sector, while CDG Group dedicatedly took care of the government market.

Currently, the group’s revenue comes equally from the government and private sector.

“Relying only on the government market is a risk. We set up a new company, G-Able, to take care of the private sector. That really helped us to expand our business footprints,” said Nart.

He admitted that in the first two years of the latest reorganisation, the revenue dropped for two years. After that the revenue picked up.

“The group tries to keep its competitive advantage. We started as a trader, then became system integrator, and now have our own intellectual property by development of software with both vertical and horizontal solutions,” said Nart.

He added that CDG Group and G-Able Group would remain pioneers in new technology areas. For example, the group intends to go for business outsourcing, being a business consultant and mobile computing. Both CDG Group and G-Able Group generate revenue of about Bt5 billion each year, and it keeps growing at 10 per cent per year.

“In the past, technologies were different. We were a distributor who did not need to worry about the market as long as we had the newest technology. But now technologies are the same. The difference is who has the right business innovation, including teams, management, process, approaches and business models, that can attract customers,” said Nart.

NEWS & EVENTS

จีไอเอสเผยทิศทางปี 2569 เดินหน้าดัน GIS สู่ “โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล” ชู 6 กลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เสริมศักยภาพแข่งขันของประเทศ

ดร.ธนพร ฐิติสวัสดิ์ ประธานบริษัท จีไอเอส จำกัด กล่าวว่า “ปัจจุบันการตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์ของทั้งภาครัฐและภาคธุรกิจ ต่างต้องใช้ ‘ข้อมูลเชิงพื้นที่และเทคโนโลยี GIS’ เป็นแกนสำคัญ เพราะทุกกิจกรรมทางเศรษฐกิจเกิดขึ้นบนพื้นที่จริง การมองเห็นข้อมูลทั้งหมดแบบรอบด้านจึงลดความผิดพลาดในการวางแผนงาน และเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานไปพร้อมกัน ‘จีไอเอส’ จึงมุ่งเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ที่ช่วยขับเคลื่อนองค์กรได้อย่างเต็มศักยภาพ สะท้อนผ่านผลลัพธ์จริงในหลายมิติ ทั้งการวางโครงสร้างพื้นฐานและบริหารสาธารณูปโภค การพัฒนาเมืองอย่างเป็นระบบ การบริหารจัดการภัยพิบัติอย่างมีประสิทธิภาพ การบริหารสินทรัพย์ให้เกิดประโยชน์สูงสุด การเพิ่มประสิทธิภาพด้านโลจิสติกส์ ตลอดจนส่งเสริมการให้บริการภาคประชาชนให้สะดวกและรวดเร็วมากขึ้น ซึ่งสะท้อนบทบาทของเทคโนโลยี GIS ในฐานะกลไกสำคัญของการขับเคลื่อนการตัดสินใจและการวางแผนเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศ” “ในปีนี้ เรายังคงเดินหน้าผลักดันเทคโนโลยี GIS ให้ก้าวสู่การเป็นโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศ พร้อมขยายการใช้งานให้ครอบคลุมทุกมิติของเศรษฐกิจและสังคม เพราะเราพิสูจน์แล้วว่า GIS สามารถนำไปใช้งานได้จริงในหลายภาคส่วน ช่วยให้ทุกองค์กรมองเห็นข้อมูลที่เชื่อมโยงกันอย่างชัดเจน ขับเคลื่อนการตัดสินใจที่แม่นยำ วางแผนอย่างมีทิศทาง สร้างผลลัพธ์เชิงนโยบายได้อย่างเป็นรูปธรรม ส่งมอบคุณค่าใหม่ให้ประเทศและสร้างความได้เปรียบในระยะยาว” ประธานบริษัท จีไอเอส กล่าว     ท่ามกลางการเติบโตของเทคโนโลยีภูมิสารสนเทศทั่วโลก โดยคาดว่าจะมีมูลค่าสูงถึง 118 พันล้านดอลลาร์ (ประมาณ 3.75 ล้านล้านบาท) ภายในปี 2577 สะท้อนถึงบทบาทสำคัญของเทคโนโลยีต่อระบบเศรษฐกิจยุคใหม่ ดังนั้นปี 2569 จีไอเอสจึงวางกรอบกลยุทธ์ “6 GIS Drivers” เพื่อยกระดับการใช้ข้อมูลเชิงพื้นที่และเทคโนโลยี GIS ขับเคลื่อนคุณค่าทางเศรษฐกิจในทุกระดับ ได้แก่ GIS Driver 1: Enterprise GIS Infrastructure Solutions: ยกระดับเทคโนโลยี GIS สู่โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศ รองรับการตั GIS Driver 2: Nationwide Digital Map Data & Content: วางรากฐานโครงสร้างข้อมูลเชิงพื้นที่ของประเทศผ่าน NOSTRA Map ด้วยฐานข้อมูลแผนที่ดิจิทัลและข้อมูลเชิงลึก ที่มีความละเอียด แม่นยำสูงด้วยมาตรฐานระดับโลก พร้อมครอบคลุมทั่วประเทศ และมีข้อมูลเฉพาะด้านสำหรับรองรับการใช้งานในหลากหลายอุตสาหกรรมทั้งภาครัฐและธุรกิจ เพื่อการวิเคราะห์ วางแผน และการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ พร้อมสร้างโอกาสใหม่ในการเติบโตในระยะยาว GIS Driver 3: Logistics Intelligence: เสริมศักยภาพด้านโลจิสติกส์และซัพพลายเชนของประเทศด้วย NOSTRA LOGISTICS ที่พัฒนาโซลูชันเพื่อเพิ่มขีดความสามารถของธุรกิจในทุกมิติ ครอบคลุมทั้งการบริหารจัดการงานขนส่งสำหรับโรงงานผลิต ธุรกิจค้าส่ง-ปลีก งานขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ และธุรกิจนำเข้า-ส่งออก ตลอดจนการวิเคราะห์ต้นทุน–กำไร เพื่อช่วยลดต้นทุน เพิ่มความรวดเร็ว และยกระดับความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจโลจิสติกส์ไทย GIS Driver 4: Smart Consumer Technology: ขยายการเข้าถึงเทคโนโลยี GIS สู่ผู้บริโภคผ่านช่องทางจัดจำหน่ายสินค้าเทคโนโลยี ครอบคลุมอุปกรณ์นำทางอัจฉริยะ อุปกรณ์ด้านสุขภาพและการออกกำลังกาย รวมถึงสินค้าเทคโนโลยีอื่น ๆ ที่จีไอเอสเป็นผู้นำเข้าหรือตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการ เพื่อเชื่อมโยงนวัตกรรมขององค์กรสู่การใช้งานจริงของประชาชน สร้างดีมานด์ด้านเทคโนโลยีในระยะยาว GIS Driver 5: AI as the Strategic Engine: เร่งยกระดับเทคโนโลยี GIS ด้วยการผสาน AI เพื่อเสริมศักยภาพการวิเคราะห์ การคาดการณ์ และการตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์ โดยตั้งเป้าให้ 30% ของโซลูชันในปีนี้เป็น AI-enabled ควบคู่กับการพัฒนาทักษะบุคลากรและปรับกระบวนการทำงาน เพื่อให้องค์กรสามารถสร้างคุณค่าจากข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพและนำไปใช้ได้จริง GIS Driver 6: New S‑Curve Ventures: ขับเคลื่อนการเติบโตระยะยาวด้วยการต่อยอดความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี GIS สู่ตลาดต่างประเทศ พร้อมขยายบทบาทสู่การเป็นพันธมิตรทางเทคโนโลยีในระดับสากล ควบคู่กับการสำรวจและพัฒนาธุรกิจใหม่ที่ต่อยอดจากศักยภาพของ GIS เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่และเสริมขีดความสามารถขององค์กรในอนาคต เพื่อให้การขับเคลื่อนเกิดผลในทุกมิติ จีไอเอสมุ่งเสริมความพร้อมทั้งด้านข้อมูลเชิงพื้นที่ เทคโนโลยี บุคลากร และกระบวนการทำงาน โดยต่อยอดจากประสบการณ์ด้านระบบภูมิสารสนเทศระดับองค์กรที่ร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยมากว่า 30 ปี พร้อมผนึกความร่วมมือข้ามธุรกิจในกลุ่มบริษัทซีดีจี เพื่อเชื่อมต่อเทคโนโลยีและผลลัพธ์ที่จะสร้างความได้เปรียบแก่องค์กร และเพิ่มขีดความสามารถในการสนับสนุนภารกิจสำคัญของประเทศให้เกิดผลสูงสุด “จีไอเอสพร้อมเดินเคียงข้างทุกภาคส่วนในการผลักดันเทคโนโลยี GIS ให้ก้าวสู่บทบาทของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศ เพราะเราเชื่อว่าเทคโนโลยี GIS ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือ แต่เป็นเทคโนโลยีที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าสามารถยกระดับประสิทธิภาพของทุกองค์กรและหน่วยงานให้เกิดผลลัพธ์ที่จับต้องได้จริง ทั้งในด้านการตัดสินใจ การบริหารจัดการ และการสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมต่อเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตของประชาชน ซึ่งจะช่วยเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในระยะยาว ” ดร.ธนพร ทิ้งท้าย

กลุ่มบริษัทซีดีจี ปิดเกม Hackathon 2025 ดันโซลูชัน AI ผสานเทคโนโลยีตรวจจับคลื่นไฟฟ้าหัวใจ ยกระดับการยืนยันตัวตนภาครัฐให้ปลอดภัย ด้วยฝีมือ Tech Talent ไทย

กลุ่มบริษัทซีดีจี โดย CDT และ CDGS ผนึก 3 มหาวิทยาลัยพระจอมฯ จัด Hackathon 2025 Trust in Tech ชวนคนรุ่นใหม่สายเทคฯ พัฒนาโซลูชัน AI + KYC จากโจทย์ภาครัฐจริง ทีม ACS-Agent คว้าชัยจากโซลูชัน Smart Public Agent ที่ใช้ AI ผสานการตรวจจับคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ECG) ร่วมกับสแกนใบหน้าและ Liveness Detection เพื่อยืนยันตัวตนอย่างปลอดภัย แม่นยำ และรวดเร็ว ลดความเสี่ยงจาก Deepfake และปลอมแปลง พร้อมออกแบบการบริการที่เข้าถึงง่ายและโปร่งใส พร้อมสร้างจุดเริ่มต้นเส้นทาง Tech Talent ของคนรุ่นใหม่ไทยด้วยคอนเซป Can Think, Can Code และ Create Impact เพื่อสังคมได้จริง    กลุ่มบริษัทซีดีจี โดยความร่วมมือของสองบริษัทในเครือ ได้แก่ คอนโทรล ดาต้า (ประเทศไทย) จำกัด (CDT) และ ซีดีจี ซิสเต็มส์ จำกัด (CDGS) ผนึกกำลัง 3 มหาวิทยาลัยพระจอมฯ จัดงาน Hackathon 2025 Trust in Tech: AI Power and KYC for Smart Public Services เปิดเวทีให้คนรุ่นใหม่สายเทคโนโลยีรวมทีมพัฒนาโซลูชันที่ใช้ AI และ KYC เปลี่ยนโฉมการเข้าถึงบริการภาครัฐของประชาชนได้อย่างรวดเร็ว ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพไปอีกขั้น โดยจากผู้สมัครกว่า 32 ทีม ก่อนที่ทีม “ACS-Agent” จะคว้ารางวัลชนะเลิศไปครอง จากโซลูชัน ที่ผสาน AI และ KYC กับการตรวจจับคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ECG หรือ Electrocardiogram) ร่วมกับสแกนใบหน้าและ Liveness Detection เพื่อยืนยันตัวตนอย่างแม่นยำ รวดเร็ว และปลอดภัย ลดความเสี่ยงจาก Deepfake และปลอมแปลง พร้อมทำให้ประชาชนเข้าถึงบริการได้สะดวกกว่าเดิม พร้อมตอกย้ำว่าเทคโนโลยีของคนรุ่นใหม่สามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมไทยในวงกว้างได้อย่างแท้จริง    นายทวีศักดิ์ นิลวัชรมณี ประธานบริษัท คอนโทรล ดาต้า (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า “หนึ่งในความท้าทายของสังคมไทยในยุคดิจิทัล คือการออกแบบบริการสาธารณะที่ทั้งปลอดภัย เข้าถึงง่าย และเท่าทันความต้องการที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว สิ่งเหล่านี้ไม่สามารถพัฒนาได้ด้วยเทคโนโลยีเพียงลำพัง แต่ต้องอาศัยความเข้าใจร่วมกันระหว่างภาครัฐ ธุรกิจ และประชาชน โดยเฉพาะพลังจากคนรุ่นใหม่ เราต้องการเห็นคนรุ่นใหม่ไทยใช้เทคโนโลยีไม่ใช่แค่เพื่อสร้างนวัตกรรม แต่เพื่อเข้าใจชีวิตผู้คน และออกแบบระบบที่ทำให้ทุกคนมีโอกาสเข้าถึงบริการได้อย่างเท่าเทียมและมีคุณภาพ”     ผลการแข่งขัน ทีมที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ ได้แก่ทีม ACS-Agent โดยนำเสนอไอเดียนวัตกรรมในชื่อ Smart Public Agent ซึ่งพัฒนาโซลูชันต้นแบบที่ใช้ AI และ KYC ผสานการตรวจจับคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ECG) ร่วมกับการสแกนใบหน้าและ Liveness Detection เพื่อลดขั้นตอนการพิสูจน์ตัวตนให้ปลอดภัย แม่นยำ และรวดเร็วยิ่งขึ้น ลดความเสี่ยงจาก AI Deepfake และการปลอมแปลง พร้อมทำให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลและบริการภาครัฐได้สะดวกกว่าเดิม คว้าเงินรางวัลมูลค่า 50,000 บาทไปครอง   ขณะที่รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ทีม GroupChatLeaked กับผลงาน “รัฐ รับจบ” ที่มุ่งพัฒนาแพลตฟอร์ม one-stop-service สำหรับแจ้งปัญหาและติดตามการแก้ไขปัญหาภาครัฐอย่างโปร่งใส โดยใช้ AI วิเคราะห์และจำแนกประเภทปัญหาจากภาพและข้อมูล พร้อมตรวจสอบความถูกต้องของหลักฐานภาพถ่ายเพื่อยืนยันการดำเนินงานของเจ้าหน้าที่ ได้รับเงินรางวัลมูลค่า 30,000 บาท โดยโครงการมอบรางวัลรวมทั้งสิ้นเป็นมูลค่ามากกว่า 100,000 บาท    สำหรับการตัดสินในครั้งนี้ คณะกรรมการให้ความสำคัญกับทั้งแนวคิดและศักยภาพในการต่อยอด โดยพิจารณาจาก 5 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ การเข้าใจปัญหาได้อย่างลึกซึ้ง ความสอดคล้องกับโจทย์ ความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมในการออกแบบ ความสามารถในการนำเสนอ และความเป็นไปได้ในการพัฒนาใช้งานจริง เพื่อสะท้อนภาพของโซลูชันที่ไม่ได้ตอบโจทย์แค่ในเชิงเทคนิคเท่านั้น แต่สามารถเชื่อมโยงกับปัญหาสังคม และมีแนวโน้มพัฒนาให้ใช้งานได้จริง  “หนึ่งในเป้าหมายสำคัญของโครงการนี้ ไม่ได้อยู่ที่การเฟ้นหาผู้ชนะเพียงอย่างเดียว แต่คือการสร้างพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้เรียนรู้จากโจทย์จริง ฝึกคิดอย่างเป็นระบบ และเข้าใจว่าสิ่งที่พวกเขาทำสามารถส่งผลต่อชีวิตผู้คนได้จริงในวงกว้าง เพราะในยุคที่เทคโนโลยีพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง การมีทักษะเพียงพออาจไม่พออีกต่อไป แต่ต้องมีจิตสำนึก ความเข้าใจสังคม และความกล้าที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงร่วมกับผู้อื่นอย่างมีความหมาย เพราะคนรุ่นใหม่ไม่ได้แค่เรียนรู้เทคโนโลยี แต่คิดได้ สร้างเป็น และสร้างผลกระทบเพื่อส่วนรวมได้จริง และ CDG พร้อมพาทุกคนมาสร้าง Technology for a Better Society ที่เชื่อในพลังของคนรุ่นใหม่ ไปด้วยกัน” นายทวีศักดิ์ กล่าวทิ้งท้าย   

ซีดีจี กรุ๊ป คว้า 2 รางวัลด้านเทคโนโลยีระดับโลกจาก ‘International Finance Awards’ ขับเคลื่อนโซลูชันเพื่อสังคม ตอบโจทย์ภาครัฐ และเอกชนครบวงจร

ซีดีจี กรุ๊ป คว้า 2 รางวัลจากเวทีนานาชาติ “International Finance Awards 2024” ตอกย้ำผู้นำด้านเทคโนโลยีเพื่อสังคมตัวจริง ได้แก่ รางวัล Most Innovative IT Consulting & Solutions Company for e-Government & Public Administration บุกเบิกนวัตกรรมดิจิทัลที่ยกระดับการทำงานบริการประชาชนของภาครัฐด้วยแพลตฟอร์ม FlowSoft e-Office และรางวัล Most Innovative New Transportation Management Platform พลิกโฉมนวัตกรรมการขนส่งด้วย แพลตฟอร์มบริหารจัดการงานขนส่งอัจฉริยะ ‘NOSTRA LOGISTICS TMS’ สะท้อนความมุ่งมั่นในการพัฒนานวัตกรรมที่ตอบโจทย์ความต้องการของอุตสาหกรรมและสร้างมุ่งสร้างสังคมที่ดีขึ้นด้วยเทคโนโลยี   นายนาถ ลิ่วเจริญ ประธานกรรมการบริหาร (Chief Executive Officer) กลุ่มบริษัท ซีดีจี กล่าวว่า “การที่ CDG Group ได้รับรางวัล Most Innovative IT Consulting & Solutions Company for e-Government & Public Administration และ Most Innovative New Transportation Management Platform จากงาน International Finance Awards 2024 เป็นความภาคภูมิใจอย่างยิ่งของพวกเราชาวซีดีจี รางวัลนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของเราในการเป็นผู้ให้บริการโซลูชันและเทคโนโลยีที่มุ่งมั่นพัฒนาเพื่อสร้างสังคมที่ดีกว่าในทุกมิติ สร้างคุณค่าให้กับสังคมและเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน พร้อมขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นสังคมดิจิทัล เพื่ออนาคตที่ยั่งยืนของประเทศไทย”   สำหรับรางวัล Most Innovative IT Consulting & Solutions Company for e-Government & Public Administration ที่คิดค้นและพัฒนาโดย บริษัท ซีดีจี ซิสเต็มส์ จำกัด หรือ CDGS Systems ภายใต้กลุ่มบริษัทซีดีจี ได้รับนั้น เป็นการนำระบบ FlowSoft e-Office Platform ซึ่งเป็น ระบบบริหารสำนักงานอิเล็กทรอนิกส์ สำหรับหน่วยงานภาครัฐและรัฐวิสาหกิจ โดยระบบดังกล่าวช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ลดการใช้กระดาษ และตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัล ช่วยให้การทำงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และรวดเร็ว ตอบสนองต่อการให้บริการประชาชนในยุคดิจิทัลได้อย่างเต็มที่   ขณะเดียวกัน NOSTRA LOGISTICS ผู้ให้บริการโซลูชัน และเทคโนโลยีแพลตฟอร์มการขนส่งอัจฉริยะ ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มบริหารจัดการการขนส่ง ได้รับรางวัล Most Innovative New Transportation Management Platform ด้วยคุณสมบัติที่สามารถบริหารจัดการทุกกิจกรรมการขนส่งในระบบเดียว โดยแพลตฟอร์มนี้สามารถจัดการการขนส่งในโลจิสติกส์ซัพพลายเชนแบบครบวงจร ผ่านเทคโนโลยีชั้นนำ เช่น GIS, AI, Telematics และ IoT ซึ่งไม่เพียงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ลดต้นทุน และสร้างผลตอบแทนที่ยั่งยืน แต่ยังรองรับการเชื่อมต่อแบบไร้รอยต่อ (Seamless Integration) กับระบบ IT อื่นๆ ภายในองค์กรให้การทำงานสะดวกรวดเร็วแบบ Digitalization   รางวัลดังกล่าวจัดขึ้นโดยนิตยสารชั้นนำระดับโลก International Finance Awards ซึ่งมุ่งยกย่ององค์กรและผู้บริหารที่มีความเป็นเลิศในด้านการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมระดับโลก ผ่านการพิจารณาจากทีมงานผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ในทุกอุตสาหกรรม รวมถึงเทคโนโลยี โดยพิจารณาจากความสำเร็จที่โดดเด่นและผลลัพธ์ของการดำเนินงานที่สร้างคุณค่าให้กับเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืน การได้รับรางวัลในครั้งนี้ ตอกย้ำความมุ่งมั่นของกลุ่มบริษัทซีดีจี ในการเป็น “ผู้ให้บริการโซลูชันและเทคโนโลยีที่น่าเชื่อถือที่สุดในประเทศไทย” พร้อมทั้งสร้างแรงบันดาลใจในการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้กับทุกภาคส่วนในสังคมไทยและระดับสากลอย่างแท้จริง

จีไอเอสดัน NOSTRA LOGISTICS พลิกเกมขนส่งโลจิสติกส์ ยกระดับแพลตฟอร์ม TMS สู่ TMS Plus+ เชื่อมซัพพลายเชนทั้งระบบ หนุนอุตสาหกรรมไทยคุมต้นทุนแม่นยำ รับมือเศรษฐกิจผันผวน

บริษัท จีไอเอส จำกัด ผู้นำด้านระบบภูมิสารสนเทศแบบครบวงจร ในกลุ่มบริษัทซีดีจี เร่งเสริมศักยภาพด้านโลจิสติกส์และซัพพลายเชนของประเทศ ผ่านธุรกิจ NOSTRA LOGISTICS (นอสตร้าโลจิสติกส์) ด้วยการยกระดับแพลตฟอร์ม NOSTRA LOGISTICS TMS จากระบบบริหารจัดการขนส่งอัจฉริยะ Transportation Management System (TMS) เดิม สู่ TMS Plus+ ขยายบทบาทงานที่เชื่อมโยงข้อมูล และทุกกระบวนการตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ พร้อมด้วยการบริหารจัดการต้นทุนแบบครบวงจร ลดต้นทุนทรัพยากรงานขนส่งได้มากถึง 15% หนุน SME จนถึง Enterprise ด้วยราคาเริ่มต้นตามการใช้งานของธุรกิจ ฝ่าความท้าทายของตลาดน้ำมัน เศรษฐกิจ แรงกดดันด้านภูมิรัฐศาสตร์ เพิ่มความคล่องตัว และความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทยในระยะยาว เปิดตัวสู่ตลาดรองรับการใช้งานจริงแล้ว ดร.ธนพร ฐิติสวัสดิ์ ประธานบริษัท จีไอเอส จำกัด เปิดเผยว่า “ปัจจุบันการขนส่งไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงงานปฏิบัติการที่สนับสนุนโลจิสติกส์อีกต่อไป แต่กำลังก้าวสู่บทบาทของเครื่องมือเชิงกลยุทธ์ในการบริหารธุรกิจและซัพพลายเชน ทั้งในมิติการตัดสินใจ การควบคุมต้นทุน และความสามารถใน การแข่งขัน ซึ่งต้องอาศัยการบูรณาการข้อมูลและการมองเห็นธุรกิจแบบองค์รวมอย่างแท้จริง การผลักดัน TMS Plus+ สู่ตลาด จึงไม่ใช่แค่การปรับปรุงระบบ แต่เป็นการเปลี่ยนผ่านจากการควบคุมกลุ่มรถ ไปสู่แพลตฟอร์มการบริหารโลจิสติกส์และซัพพลายเชนแบบบูรณาการ ขับเคลื่อนบทบาทของเทคโนโลยีจากส่วนสนับสนุน สู่กลไกหลักในการขับเคลื่อนธุรกิจภายใต้บริบทการแข่งขันที่มีความซับซ้อนมากขึ้น” ทิศทางดังกล่าวสอดคล้องกับแรงกดดัน และความไม่แน่นอนรอบด้าน โดย World Economy Forum (WEF) ระบุว่า 74% ขององค์กรชั้นนำทั่วโลกเพิ่มการลงทุนเพื่อเสริมความสามารถในการรับมือความแปรปรวน และปรับตัวทางธุรกิจ จากปัจจัยด้านกฎระเบียบการค้าที่เปลี่ยนแปลงต่อเนื่องที่ส่งผลโดยตรงต่องบประมาณด้านโลจิสติกส์ เกิดความจำเป็นในการบริหารค่าใช้จ่ายหลายปัจจัยพร้อมกัน โดยหนึ่งในความท้าทายสำคัญคือการขาดการเชื่อมโยงทุกกระบวนการของซัพพลายเชนให้ทำงานร่วมกันแบบ IT Ecosystem จึงทำให้ไม่เห็นภาพรวม นำไปสู่ข้อจำกัด และความเสี่ยงต่าง ๆ ที่อาจตามมา ดังนั้นการพลิกโฉมครั้งนี้จึงถือเป็นการต่อยอดสู่โซลูชันที่ประสานข้อมูลทั้งซัพพลายเชน เพื่อการตัดสินใจที่แม่นยำในสภาพแวดล้อมการแข่งขันที่ผันผวน ด้วยเหตุนี้ NOSTRA LOGISTICS จึงเดินหน้าพลิกโฉมการดำเนินงาน โดยเสริมศักยภาพให้ TMS Plus+ พร้อมเชื่อมต่อทุกกระบวนการในซัพพลายเชน เพื่อแก้ไขข้อจำกัดจากการทำงานแบบแยกส่วน และช่วยให้องค์กรมองเห็นการดำเนินงานในภาพรวมได้อย่างชัดเจน อีกทั้งเพิ่มศักยภาพด้านการบริหารจัดการต้นทุนแบบครบวงจร อันเป็นพื้นฐานสำคัญของของการตัดสินใจในสภาวะที่ไม่แน่นอน และตอบสนองการทำงานแบบ Multi-party Network ครอบคลุมหลายฝ่ายในกระบวนการเดียว ก้าวสู่การบริหารงานแบบเรียลไทม์ เกิดผลลัพธ์เชิงธุรกิจที่จับต้องได้หลายมิติ ได้แก่ Resource & Cost Optimization บริหารจัดการต้นทุนงานขนส่งแบบองค์รวม กำไร-ขาดทุน การเลือกใช้ทรัพยากรอย่างเหมาะสม และ คุ้มค่า เกิดประโยชน์สูงสุดไม่จำกัดเฉพาะค่าขนส่งเท่านั้น Data-Driven Decision Making ใช้ข้อมูลหน้างานจริงเป็นฐานในการตัดสินใจ เห็นการดำเนินงานตลอดกระบวนการแบบเรียลไทม์ Flawless Execution เชื่อมแผนกับการปฏิบัติงานจริง ลดความผิดพลาดในทุกขั้นตอน Resiliency & Agility ปรับแผนได้รวดเร็ว รองรับเหตุไม่คาดคิดและการเปลี่ยนแปลงของกระบวนการซัพพลายเชน Service Excellence เพิ่มความแม่นยำ ตรงเวลาในการส่งมอบ จากข้อมูลสต๊อกและความพร้อมหน้างานจริง สร้างความพึงพอใจให้ลูกค้าของธุรกิจ Business Control & Sustainability ควบคุมต้นทุน บริหารความเสี่ยง เสริมข้อมูลเพื่อการตัดสินใจ และปรับโฉมการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน   “โซลูชันด้านโลจิสติกส์ในระยะถัดไปต้องสร้างความคุ้มค่าเชิงธุรกิจได้จริง โดยไม่ใช่มุ่งเพียงการเพิ่มประสิทธิภาพ แต่ต้องเปลี่ยนผ่านสู่การเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้องค์กรกำกับการดำเนินธุรกิจได้อย่างมีระบบและพร้อมรับมือกับความไม่แน่นอนอย่างต่อเนื่อง บนความยืดหยุ่นที่สามารถเลือกแพ็กเกจตามรูปแบบของการใช้งานของแต่ละธุรกิจ และปรับเพิ่ม-ลดขนาดได้ รองรับตั้งแต่ธุรกิจ SME จนถึงระดับ Enterprise ภายใต้งบประมาณที่เหมาะสม เพื่อให้การลงทุนด้านเทคโนโลยีแปลงเป็นผลลัพธ์ที่วัดได้ ทั้งประสิทธิภาพ ความคล่องตัว และความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว” ดร ธนพร กล่าวทิ้งท้าย  

Esri Thailand ดัน ArcGIS สู่ Strategic Location Intelligence Platform เชื่อมข้อมูลทั้งองค์กร หนุนพันธมิตรขับเคลื่อนธุรกิจ ฝ่าคลื่นข้อมูลยุค AI

บริษัท อีเอสอาร์ไอ (ประเทศไทย) จำกัด ในกลุ่มบริษัทซีดีจี วางเกมธุรกิจปี 2026 ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้าน ‘Location Intelligence’ เดินหน้ายกระดับ ‘ArcGIS’ จากซอฟต์แวร์เฉพาะทางด้านการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงพื้นที่ สู่ ‘Strategic Location Intelligence Platform’ หรือระบบกลางเชิงกลยุทธ์ขององค์กร ที่เชื่อมโยงข้อมูลจากหลายส่วนให้เห็นภาพรวมบนแผนที่เดียวกัน เพื่อขับเคลื่อนองค์กรบนแพลตฟอร์มเดียว ลดความซ้ำซ้อน เชื่อมการทำงานข้ามหน่วยงาน เพิ่มความคล่องตัวในการบริหารจัดการ และเสริมศักยภาพให้องค์กรและพันธมิตรทางธุรกิจ    แพร พันธุมวนิช ประธานบริษัท อีเอสอาร์ไอ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ที่ผ่านมา ArcGIS อาจถูกมองว่าเป็นเทคโนโลยีวิเคราะห์เชิงพื้นที่เฉพาะงานในบางหน่วยงาน แต่วันนี้บทบาทของมันกว้างกว่านั้น เรากำลังยกระดับสู่ระบบกลางที่เชื่อมข้อมูลจากทุกแหล่ง ทุกระบบ ไว้บนแพลตฟอร์มเดียว เพื่อให้องค์กรเห็นภาพเดียวกันและขับเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งจะไม่ใช่แค่การเพิ่มความสามารถของเทคโนโลยี แต่คือการวางรากฐานให้การตัดสินใจมีข้อมูลรองรับอย่างครบถ้วน ผู้บริหารสามารถมองเห็นผลกระทบของทุกปัจจัยเชิงพื้นที่ ตั้งแต่ต้นทุน ความเสี่ยง ไปจนถึงโอกาสทางธุรกิจ และต่อยอดสู่ความได้เปรียบในการแข่งขันอย่างยั่งยืน”  การยกระดับครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางบริบทเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว และปริมาณข้อมูลเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด โดย IDC คาดการณ์ว่าข้อมูลทั่วโลกจะแตะกว่า 500 เซตตะไบต์ในปี 2030 ขณะที่ McKinsey เผยว่า 65% ขององค์กรได้นำ AI มาใช้ในกระบวนการธุรกิจแล้ว ส่งผลให้ข้อมูลเพิ่มขึ้นทั้งในเชิงปริมาณและความซับซ้อน แต่องค์กรจำนวนมากยังเผชิญปัญหาข้อมูลกระจาย จึงจำเป็นต้องรวบรวมข้อมูลจากหลายแหล่งก่อนประมวลผล ทำให้การตัดสินใจล่าช้า มีต้นทุนสูง และความเสี่ยงที่มากขึ้น หลายองค์กรจึงมองหา “แพลตฟอร์มกลาง” ที่สามารถรวมข้อมูล วิเคราะห์ภาพรวม และเชื่อมโยงการทำงานทั้งองค์กรบนระบบเดียว     การเปลี่ยนผ่านจากซอฟต์แวร์เฉพาะทางสู่ Strategic Location Intelligence Platform ระดับองค์กร Esri Thailand วางกลยุทธ์ “4S Strategy” ที่เป็นฐานแพลตฟอร์มข้อมูลกลาง ผสาน AI เพื่อยกระดับการตัดสินใจ และสร้างการเติบโตผ่าน Ecosystem พันธมิตร ได้แก่  Scale – ขยายการใช้งานสู่ระดับองค์กรและอุตสาหกรรม ยกระดับบทบาท ArcGIS จากโซลูชันเฉพาะงาน สู่แพลตฟอร์มกลางขององค์กรที่เชื่อมโยงข้อมูลและกระบวนการทำงานทุกฝ่ายเข้าด้วยกันบนระบบเดียว ออกแบบพร้อมรองรับการขยายตัวในอนาคต สร้าง Economy of Scale เพิ่มความยืดหยุ่นในการเติบโต และลดต้นทุนการปรับเปลี่ยนระบบในระยะยาว ทำให้การลงทุนด้านเทคโนโลยีเกิดความคุ้มค่าสูงสุดในภาพรวมองค์กร  Structure – วางรากฐานข้อมูลและระบบกลางองค์กร ออกแบบให้ ArcGIS ทำหน้าที่เป็น Single Platform เชื่อมโยงข้อมูลจากทุกระบบภายในองค์กร รวมถึงเทคโนโลยีภาคสนาม เช่น โดรน IoT ตลอดจน AI และคลาวด์ ไว้ร่วมกันอย่างเป็นระบบ โดยมีแพลตฟอร์มเชิงพื้นที่ เป็นแกนกลาง ในการบูรณาการข้อมูลทุกมิติ ช่วยลดการแยกส่วนของข้อมูล สร้างภาพเดียวกันขององค์กร ที่สะท้อนทั้งมิติพื้นที่ ทรัพยากร ความเสี่ยง และโอกาสทางธุรกิจ ทำให้ผู้บริหารสามารถมองเห็นความเชื่อมโยงของปัจจัย ได้รอบด้าน และใช้ประกอบการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ได้อย่างแม่นยำ   Smart – ยกระดับศักยภาพการตัดสินใจด้วย AI ผสาน AI เข้าในแพลตฟอร์ม แปลงข้อมูลเชิงพื้นที่และข้อมูลหลายส่วนจำนวนมากให้เป็นข้อมูลเชิงคาดการณ์ที่พร้อมใช้ในการตัดสินใจได้ทันที ผ่านแดชบอร์ดและเครื่องมือวิเคราะห์แบบเรียลไทม์  Synergy – ขยายการเติบโตผ่านเครือข่ายพันธมิตร สร้าง Ecosystem ความร่วมมือกับพันธมิตรด้านเทคโนโลยี เช่น Amazon Web Services และ Microsoft เพื่อยกระดับแพลตฟอร์มสู่ระดับ Enterprise รองรับ Big Data, AI, IoT, Real-time และ Digital Twin พร้อมเชื่อมข้อมูลและ Workflow บนระบบเดียวอย่างไร้รอยต่อ ขยายได้หลากหลาย Use Case และหลายอุตสาหกรรม พร้อมกับการสร้างพันธมิตร Reseller Partner เพื่อเร่งการนำโซลูชันสู่ตลาด เพิ่มการเข้าถึงลูกค้าใหม่ ตลาดใหม่ และสร้างโอกาสใหม่ทางธุรกิจ   Strategic Location Intelligence Platform จึงไม่ได้เป็นเพียงระบบศูนย์รวมข้อมูล แต่เป็นกลไกกลางที่เชื่อมโยงข้อมูลจากหลายแหล่งให้เป็นภาพเดียวกันทั้งองค์กร ช่วยให้สามารถวิเคราะห์แนวโน้ม ประเมินความเสี่ยง และติดตามสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที ทั้งในระดับปฏิบัติการและเชิงนโยบาย ทำให้องค์กรใช้ข้อมูลขับเคลื่อนการตัดสินใจ กำหนดทิศทางธุรกิจ บริหารความเสี่ยง เตรียมพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงระยะยาว และเพิ่มมูลค่าทางธุรกิจได้อย่างมั่นคง  “วันนี้องค์กรไม่ได้ต้องการเพียงเครื่องมือวิเคราะห์ข้อมูล แต่ต้องการระบบที่ทำให้ข้อมูลเชื่อมโยงถึงกัน และนำไปสู่การตัดสินใจที่ชัดเจนขึ้น เราเชื่อว่า Strategic Location Intelligence Platform จะก้าวขึ้นเป็นชั้นข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์ขององค์กร ทำให้ผู้บริหารเห็นผลกระทบของทุกปัจจัยในทุกมิติได้พร้อมกัน และตัดสินใจได้อย่างมั่นใจมากขึ้น Esri Thailand พร้อมทำงานร่วมกับองค์กรและพันธมิตร เพื่อยกระดับ ArcGIS ตามเป้าหมายที่วางไว้เพื่อสร้างความแข็งแกร่งและเพิ่มมูลค่าให้ทั้งธุรกิจ อุตสาหกรรม และสังคมในระยะยาว” ประธานบริษัท อีเอสอาร์ไอ กล่าวปิดท้าย 

NOSTRA LOGISTICS ปลุกเกมขนส่งครึ่งปีหลัง ดัน TMS แพลตฟอร์มช่วยองค์กรเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุนขนส่งได้มากกว่า 15% ต่อปี

บริษัท จีไอเอส จำกัด ผู้นำด้านระบบภูมิสารสนเทศแบบครบวงจร ในกลุ่มบริษัทซีดีจี ส่งเทคโนโลยี “นอสตร้า โลจิสติกส์” (NOSTRA LOGISTICS) ลงสนามสนับสนุนกลุ่มธุรกิจแก้เกมต้นทุนอุตสาหกรรมขนส่งและโลจิสติกส์ครึ่งปีหลัง 2568 โดยปรับกลยุทธ์ไปที่กลุ่มธุรกิจการผลิตสินค้า ผู้นำเข้า–ส่งออกและผู้ให้บริการขนส่งสินค้าทางถนน พร้อมรับมือกับวิกฤตรอบด้านด้วย NOSTRA LOGISTICS TMS Platform ที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพเชิงระบบ รองรับการบริหารจัดการขนส่งที่ชาญฉลาด พร้อมเปลี่ยนผ่านสู่ยุค Smart Logistics อย่างแท้จริง ตอกย้ำบทบาทผู้นำด้านแพลตฟอร์มเทคโนโลยีขนส่งโลจิสติกส์ของไทย พร้อมเดินหน้าสนับสนุนภาคเอกชนในการยกระดับธุรกิจด้วยข้อมูลและระบบอัจฉริยะต่อไป คาดลดต้นทุนขนส่งให้ธุรกิจได้มากกว่า 15% ต่อปี     ดร.ธนพร ฐิติสวัสดิ์ ประธานบริษัท จีไอเอส จำกัด เปิดเผยว่า “แนวโน้มอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ไทยในช่วงครึ่งปีหลังยังคงเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งจากต้นทุนขนส่งต่อ GDP ของไทยที่สูงถึง 14.1% ซึ่งถือว่าสูงกว่าค่าเฉลี่ยของหลายประเทศในภูมิภาค ถือเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ฉุดความสามารถในการแข่งขัน ยิ่งไปกว่านั้น คาดการณ์รายได้ของผู้ให้บริการโลจิสติกส์โดยรวมในปีนี้คาดว่าจะเติบโตเพียง 3.4% เมื่อเทียบกับปีก่อน สวนทางกับภาคธุรกิจการผลิต (1PL) ที่มีแนวโน้มเติบโตเฉลี่ย 7% ต่อปี ระหว่างปี 2024–2029 โดยหนึ่งในปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญคือ ภาคการผลิตเล็งเห็นว่าเทคโนโลยีคือแต้มต่อในการเพิ่มประสิทธิภาพ บริหารความเสี่ยงและซัพพลายเชน เพิ่มความยืดหยุ่นให้ธุรกิจ เพื่อตอบรับต้นทุนที่สูงขึ้น โดยเฉพาะการขนส่งทางถนนซึ่งเป็นภาระหลักของธุรกิจ จึงกลายเป็นจุดที่องค์กรต้องเร่งจัดการ”   เพื่อตอบรับกับความผันผวนและต้นทุนการขนส่งทางถนนที่อยู่ในระดับสูง คิดเป็นสัดส่วนกว่า 40% ของการขนส่งรวม ซึ่งส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันโดยตรง ดังนั้น NOSTRA LOGISTICS TMS Platform ที่รวมเอาศักยภาพของ TMS (Transportation Management System) หรือระบบบริหารจัดการขนส่งอัจฉริยะ ผนวกกับความสามารถในการติดตามสถานะขนส่งแบบเรียลไทม์ของโมบายแอปพลิเคชัน ePOD (Electronic Proof of Delivery) เป็นโซลูชันสำคัญที่จะมาช่วยภาคธุรกิจพลิกเกมในครึ่งปีหลัง ยกระดับบริหารการขนส่ง ลดค่าใช้จ่ายกล่องจีพีเอส ควบคุมต้นทุน ลดรอบวิ่งรถซ้ำซ้อน วางแผนเส้นทางให้เหมาะสมรวมถึงรองรับการเชื่อมต่อข้อมูลแบบไร้รอยต่อ ไม่ว่าจะเป็น ERP หรือ WMS ให้เป็น IT Ecosystem พร้อมปรับแต่งให้สอดคล้องกับแต่ละธุรกิจ ครอบคลุมทั้งผู้ผลิตสินค้า (1PL) ผู้ให้บริการโลจิสติกส์แบบครบวงจร (3PL) และผู้รับจ้างขนส่ง (Subcontractor) ด้วยแพลตฟอร์มที่รองรับการใช้งานผ่าน Web และ Mobile Application ผสานพลังของเทคโนโลยี GIS และ AI ที่ใช้วางแผนเส้นทางอัจฉริยะ (VRP) ช่วยให้การวิเคราะห์ข้อมูลและวางแผนการขนส่งรวดเร็วและแม่นยำ บริหารจัดการฟลีทรถขององค์กรหรือจากผู้รับจ้างขนส่งได้ผ่านแพลตฟอร์มเดียวกัน ผลักดันการใช้รถให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพิ่มความโปร่งใสในการบริหารจัดการ และควบคุมต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในช่วงครึ่งปีหลัง 2568 บริษัทมีแผนเร่งต่อยอดการใช้งานระบบ TMS ในกลุ่มลูกค้าเดิมที่เป็นพันธมิตรธุรกิจมาอย่างยาวนาน ทั้งในกลุ่มผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภค ผู้ผลิตวัตถุดิบและเชื้อเพลิง ตลอดจนกลุ่มผู้ให้บริการขนส่งข้ามพรมแดน ควบคู่ไปกับการขยายฐานลูกค้าใหม่ในภาคการผลิตอื่น ๆ โดยตั้งเป้าเพิ่มจำนวนผู้ใช้งานระบบ TMS ให้เติบโตขึ้น 100% เพื่อสนับสนุนการยกระดับภาคการผลิตไทยด้วยเทคโนโลยีขนส่งอัจฉริยะ ที่ออกแบบมาให้ปรับใช้ได้จริงในบริบทของแต่ละธุรกิจ และสร้างผลลัพธ์ที่วัดได้ทั้งด้านต้นทุนและประสิทธิภาพ สำหรับความกังวลในครึ่งปีหลังถึงปัจจัยต่าง ๆ ดร.ธนพร มองว่านี่คือช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญของทุกองค์กร การนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันจึงไม่ใช่เป็นเพียงทางเลือกอีกต่อไป แต่เป็นสิ่งจำเป็นต้องใช้เพื่อเปลี่ยนผ่านสู่การบริหารจัดการการขนส่งแบบอัจฉริยะ เพื่อควบคุมการขนส่งให้มีประสิทธิภาพและลดต้นทุนในระยะยาว ซึ่งหากดูจากมูลค่าธุรกิจบริการขนส่งสินค้าทางถนนปี 2567-2569 มีแนวโน้มเติบโตเฉลี่ย 2.0-3.0% ต่อปี   สะท้อนว่าอุตสาหกรรมนี้ยังมีศักยภาพจึงควรเร่งนำระบบบริหารจัดการอัจฉริยะมาใช้อย่างจริงจัง เพื่อรองรับการเติบโตที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง พร้อมรายได้และกำไรให้แก่ธุรกิจ “ตลอดระยะเวลากว่า 30 ปี บริษัท จีไอเอส ไม่ได้เป็นเพียงผู้พัฒนาเทคโนโลยี แต่เป็นพันธมิตรที่เข้าใจปัญหาและความต้องการของภาคธุรกิจ หนึ่งในนั้นคือการพัฒนาโซลูชันสำหรับภาคขนส่งและโลจิสติกส์ผ่านประสบการณ์ทำงานมามากกว่า 200 องค์กร เราจึงตระหนักดีว่าการเปลี่ยนผ่านในอุตสาหกรรมนี้ต้องอาศัยมากกว่านวัตกรรม นั่นคือการสร้างระบบที่ยืดหยุ่น เชื่อมโยง ปรับใช้ได้จริงในบริบทของแต่ละธุรกิจ และนอกจากเพื่อลดต้นทุน ยังเป็นปัจจัยสำคัญในกลไกขับเคลื่อนความสามารถในการแข่งขันระยะยาว และหากทุกภาคส่วนก้าวไปพร้อมกัน ความเปลี่ยนแปลงนี้จะกลายเป็นรากฐานสำคัญของอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ไทยที่ยั่งยืน” ดร.ธนพร กล่าวปิดท้าย